ไม้สักทองเป็นไม้ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันแพร่หลายทั่วโลก อันเนื่องมาจากเนี้อไม้มีคุณภาพสูง เป็นไม้ที่มีสีสันและลวดลายธรรมชาติที่งดงาม ไม้สักชนิดหนึ่งสี่ของเนี้อไม้จะเป็นสีน้ำตาลทอง และมีลวดลายสีดำ เนื้อไม้ของไม้สักค่อนข้างที่จะละเอียด มีเสี้ยนตรง น้ำหนักเบา ทำให้ง่ายต่อการเลื่อย ไส และตบแต่ง แต่ก็มีความแข็งแรงพอสมควร

ไม้สักสามารถที่จะนำมาใช้งานได้แทบทุกอย่างเท่าที่ไม้เนื้อแข็งชนิดอื่น ๆ จะทำได้ เช่น นำมาใช้ในงานก่อสร้าง และโครงสร้างของที่อยุ่อาศัย ใช้ทำดาดฟ้าเรือ ใช้ทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ และใช้ในการแกะสลักได้อย่างยอดเยี่อม ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ไม้สักยังมีความต้านต่อปลวก เชื้อรา เห็ดต่าง ๆ ทนต่อกรด ไม่ทำให้เหล็กเป็ฯสนิม ตลอดทั้งทนทานต่อลมฟ้าอากาศที่จะทำลายเนื้อไม้ ดังจะเห็นได้จากสภาพของโบสถ์ วิหารที่มีอายุหลายร้อยปีที่สร้างขึ้นด้วยไม้สักในจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือของไทย

ไม้สักในประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลกและเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก ในสมัยก่อนไม้สักค่อนข้างจะหาง่ายและราคาไม่แพง ประชาชนสามารถสร้างบ้านทั้งหลังโดยใช้ไม้สักล้วน ๆ ได้ แต่ในปัจจุบันไม้สักในป่าธรรมชาติกำลังจะหมดไป เพราะความต้องการใช้สูง รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลุกไม้สักเพื่อใช้เองหรือเพื่อการค้าได้ และเนื่องจากความต้องการใช้ไม้มีมาก และนับวันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่ต้องห่วงเรื่องราคาและการตลาดสำหรับไม้ชนิดนี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นไม้ขนาดเล็กที่ได้จากการตัดสางขยายระยะ หรือไม้ซุง เมื่อมีการตัดมาใช้ประโยชน์ครั้งสุดท้ายก็ตาม
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้สัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้สัก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

รายได้จากการขายไม้สักในสวนป่าเมื่ออายุครบรอบตัดฟัน 15 ปี

1.ปริมาตรไม้จากการตัดสางขยายระยะเมื่ออายุ 11 ปี จะได้ไม้ที่มีเส้นรอบวงกลางท่อนประมาณ 50-60 เซนติเมตร มีปริมาตร 3 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ราคาลูกบาศก์เมตรละ 6,200 บาท(ข้อมูลราคาไม้ซุงสักจากองค์การอุตส่าหกรรมป่าไม้ ช่วงระยะเวลาสิงหาคม34) จะมีรายได้จากการขายไม้ประมาณไร่ละ 18,600 บาท

2.ปริมาตรไม้จากการตัดไม้เมื่ออายุครบรอบตัดฟัน 15 ปี จะได้ไม้ที่มีเส้นรอบวงกลางท่อนประมาณ 80-90 เซนติเมตร และมีปริมาตรไว้ประมาณ 12 ลุกบาศก์เมตร ต่อไร่ ราคาไม้ตามที่ประมาณไว้ลูกบาศก์เมตรละ 8,200 บาท จะมีรายได้จากการขายไม้ไร่ละ 98,400 บาท ต่อไร่

ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจจากการขายไม้สักรวมทั้งสิ้น 117,000 บาทต่อไร่ ในระยะเวลา 15 ปีนั้น กำไรที่จะได้จากการปลูกสร้างสวนป่าไม้ตามโครงการนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 89,000 บาท(117,000-28,000) ต่อไร่ ต่อ 15 ปี โดยเฉลี่ยแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้หรือผลตอบแทนประมาณไร่ละ 5,900 บาท ต่อไร่ ซึ่งยังไม่รวมถึงรายได้ จากการขายพืชผลทางการเกษตรที่สามารถปลูกร่วมกับไม้สักได้ด้วย

ความพยายามของกรมป่าไม้ที่จะพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไม้สักประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจของภาครัฐและเอกชน เพราะสามารถย่อระยะเวลาปลูกไม้สัก จากเดิมที่ต้องใช้ระยะเวลาปลูกถึง 40-50 ปี ถึงจะตัดฟันเป็นไม้ซุง แต่ปัจจุบันใช้เวลาเพียง 15 ปี โดยต้นสักสามารถเจริญเติบโตเร็วขึ้น มีขนาดเส้นรอบวงถึง 100 เซนติเมตร มีอัตราเติบโตเฉลี่ยได้เส้นรอบวงเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เซนติเมตร/ปี ซึ่งจะขายไม้ได้ในราคาลูกบาศก์เมตรละ 10,000 บาท

รายได้และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการปลูกไม้สัก

ในการหาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการปลูกสร้างสวนป่าไม้สักนั้น ได้มีการศึกษาในพื้นที่ที่ต้นสักเจริญเติบโตดี โดยกำหนดรอบตัดฟันไว้ 15 ปี อัตราการเจริญเติบโต (เส้นผ่านศูนย์กลาง) 2.0-2.5 เซนติเมตร ต่อปี มีการตัดไม้บำรุงป่าในปีที่ 6 และตัดสางขยายระยะในปีที่ 11 ได้ปริมาณ 3 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ ปลูกระยะห่าง 2x4 เมตร จำนวน 200 ต้น ต่อไร่ (อายุ 1-5 ปี มีต้นไม้หลังการรอดตาย 180 ต้น ต่อไร่ อายุ 6-10 ปี มีต้นไม้ 90 ต้น ต่อไร่ และอายุ 11-15 ปี มีต้นไม้ 45 ต้น ต่อไร่) และผลผลิตเมื่อไม้มีอายุครบรอบตัดฟันจะมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 12 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนในช่วงระยะเวลา 15 ปี คิดเป็นเงินรวม 6,000 บาท ต่อไร่ และเมื่อคิดอัตราส่วนลด หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 15% ในระยะเวลา 15 ปี จะต้องเสียดอกเบี้ยรวม 22,000 บาทต่อไร่ เมื่อรวมกับต้นทุนดังกล่าวข้างต้น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเมื่อครบเวลา 15 ปี เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 28,000 บาท ต่อไร่

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การเจริญเติบโตและผลผลิตแต่ละช่วงอายุของไม้สัก

ไม้สักจัดได้ว่าเป็นไม้โตเร็วชนิดหนึ่ง เมื่อเทียบกับไม้ชนิดอื่นอีกหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจริญเติบโตในช่วง 10 ปีแรก จะเร็วมาก อย่างไรก็ตาม ไม้สักจะโตเร็วมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ
  1. สภาพพื้นที่ปลูก รวมทั้งการเตรียมพื้นที่
  2. การจัดการสวนป่ารวมทั้งการบำรุงรักษา
  3. คุณภาพของเมล็ด หรือกล้าพันธุ์ที่ใช้ปลูก
ในพืั้นที่ที่เหมาะสมและมีการจัดการสวนป่าเป็นอย่างดี ต้นสักอายุ 10 ปี จะสูงเฉลี่ยมากกว่า 15 เมตรขึ้นไป และมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่า 15 เซนติเมตร มีผลผลิต (ไม้ท่อน) สูงกว่า 13 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร หลังจากนั้นการเจริญเติบโตทางความสูงจะลดลง

กฎหมายที่น่ารู้เกี่ยวกับการตั้งโรงงานแปรรูปไม้สัก

กรณีที่ท่านต้องการยื่นคำขออนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรเพื่อประดิษฐกรรม ทำเครื่องเรือนเครื่องใช้ในบ้านเรือน โดยใช้ไม้จากสวนป่าเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานได้ ติดต่อได้ที่อำเภอท้องที่ที่จะตั้งโรงงาน หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากฝ่ายส่งเสริมและพัฒนา สำนักงานป่าไม้จังหวัด หรือฝ่ายอนุญาตอุตสาหกรรมไม้ กองการอนุญาต กรมป่าไม้
ปัจจุบัน พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 อนุญาตให้ประชาชนปลูกไม้สัก และนำไปใช้ประโยชน์ได้ จากตารางสถิติการขายและราคาไม้ซุงสักขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ. 2533 ระบุว่าราคาไม้สักต่อลูกบาศก์เมตรละ 8,477 บาท ส่วนราคาไม้สักที่มีคุณภาพ เช่น สักทองคงจะมีราคาสูงกว่านี้ และราคานี้ก็คงจะสูงขึ้นไปอีกเมื่อเวลาผ่านไป

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กฎหมายที่น่ารู้เกี่ยวกับกิจการ ไม้สัก...ไม้หวงห้าม

เจ้าของที่ดินที่มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายจะตัดไม้ในที่ดินของตนเองได้ทุกชนิดโดยไม่ต้องขออนุญาต ยกเว้น ไม้สัก ไม้ยาง เพียง 2 ชนิด เท่านั้นที่ต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 7 ไม้สักและไม้ยางทั่วไปในราชอาณาจักรไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. กล่าวคือ ไม้สักและไม้ยางไม่ว่าขึ้นที่ใดทั่วประเทศไทย เป็นไม้หวงห้ามต้องขออนุญาตก่อน โดยที่ดินที่จะสามารถยื่นขอใบอนุญาตได้ต้องเป็นที่ดินตามกฎหมายที่ดิน ที่มีใบเอกสารที่ดินเป็น น.ส. 3, น.ส. 3 ก, น.ส. 3 ข. เท่านั้น ส่วนไม้ชนิดอื่นที่มีชื่ออยู่ในบัญชีไม้หวงห้ามเฉพาะไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าเท่านั้น ถ้าขึ้นอยู่ในที่ดินที่บุคคลมีกรรมสิทธิื หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่เป็นไม้หวงห้าม การตัดฟันไม้ (ที่มิใช่ไม้สัก ไม้ยาง) ในที่ดินของตนเองจึงไม่ต้องอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด
กระทรวงมหาดไทยและกรมป่าไม้ ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติให้มีการตรวจสอบออกหนังสือรับรองไม้ที่มิใช่ไม้สักหรือไม้ยางที่ขึ้นอยู่เดิมในที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เคลื่อนย้ายไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ให้ตรวจสอบออกหนังสือรับรองโดยเฉพาะกรณีที่นำเคลื่อนย้ายไปใช้ประโยชน์ เพื่อการใช้สอยส่วนตัวหรือเพื่อการกุศลสาธารณประโยชน์เท่านั้น ส่วนการนำเคลื่อนย้ายไปเพื่อการค้าจะไม่ตรวจสอบออกหนังสือรับรองให้ เพราะที่ดินที่มีโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายย่อมจะมีไม้อยู่น้อยไม่เพียงพอที่จะทำเพื่อการค้าได้อยู่แล้ว และการตรวจสอบออกหนังสือรับรองให้เฉพาะไม้ท่อนเท่านั้น ส่วนไม้แปรรูปจะไม่ตรวจสอบออกหนังสือรับรองให้ เพราะยากแก่การควบคุมและจะเป็นช่องทางให้มีการทุจริตเกิดขึ้นได้

การจำหน่ายไม้สวนป่า

สำหรับสวนป่าสักที่ขึ้นทะเบียนสวนป่ากับกรมป่าไม้เรียบร้อยแล้วและประสงค์ที่จะตัดไม้ในสวนป่าเพื่อนำไปจำหน่าย จะต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ก่อน ดังนี้
  1. ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตรา ตามแบบ สป.7 ณ อำเภอท้องที่ที่ออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนสวนป่า (สป.3)
  2. ให้ผู้ทำสวนป่าแจ้งการตัดหรือโค่นไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าตามแบบ สป.12 ณ อำเภอท้องที่
  3. เมื่อผู้ทำสวนป่าแจ้งตามข้อ 2. แล้ว ให้ดำเนินการตัดหรือโค่นไม้ที่แจ้งได้ และจะมีเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบไม้ว่ามีชนิดและจำนวนไม่ถูกต้องตามที่ได้แจ้งไว้หรือไม่ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณาออกหนังสือรับรองการแจ้งตัดหรือโค่นไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าตามแบบ สป.13 ให้แก่ผู้ทำสวนป่า
  4. เมื่อผู้ทำสวนป่าจะนำไม้ท่อน ไม้แปรรูป หรือสิ่งประดิษฐ์จำนวนใดเคลื่อนที่ออกจากสวนป่าให้ผู้ทำสวนป่าออกหนังสือแสดงบัญชีรายการไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า ตามแบบ สป.15 (จังหวัดท้องที่สวนป่าตั้งอยู่ได้ลงทะเบียนเล่มที่ของหนังสือแสดงบัญชีรายการไม้แล้ว) กำกับไม้ท่อน ไม่แปรรูปหรือสิ่งประดิษฐ์ ที่จะนำเคลื่อนที่ และต้องมีรอยตราตี ตอกประทับแสดงการเป็นเจ้าของ ตลอดจนต้องมีสำเนาหรือภาพถ่ายหนังสือรับรองการเจ้ง สป.13 ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับรองถูกต้องกำกับไปด้วยตลอดเวลาที่นำเคลื่อนที่ รายละเอียดให้ติดต่อป่าไม้อำเภอหรือป่าไม้จังหวัดท้องที่
สำหรับการคิดราคาไม้เป็นเรื่องของผู้ซื้อและผู้ขายจะตกลงกันว่าจะซื้อกันเป็นต้น เป็นท่อน หรือเป็นลูกบาศก์เมตร และหากต้องการทราบราคาซื้อขายไม้ที่เป็นจริง ควรสอบถามจากตลาดค้าไม้ท้องที่ หรืออ้างอิงจากราคาไม้ตัดสางขยายระยะขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

การจัดการสวนไม้สักทอง

ไม้สักทองสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ตามอายุและขนาดของไม้ที่ตัดออกมาจำหน่าย ตั้งแต่ไม้ซุงเพื่อแปรรูปใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน เฟอร์นิเจอร์ ปาร์เก้ แกะสลัก ฯลฯ แต่การนำไปใช้ประโยชน์จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับวิธีการจัดสวนป่าอย่างถูกต้องและเหมาะสม ขอแนะนำวิธีการจัดการสวนไม้สักทอง เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังนี้
  1. ไม้ซุงเพื่อใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน การปลูกสร้างสวนไม้สักทองที่มีวัตถุประสงค์จะนำไม้มาใช้ในลักษณะของไม้ซุง หรือแปรรูปเพื่อใช้ในการก่อสร้างควรกำหนดระยะเวลาที่จะนำมาใช้ประโยชน์ 20-30 ปี ใช้ระยะปลูกไม่น้อยกว่า 4x4 เมตร เพื่อที่จะไม่ต้องตัดสางขยายระยะต้นไม้ออกในระยะแรกเพราะจะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โดยไม่คุ้มค่ากับการลงทุน การปลูกสร้างสวนสักทองโดยวัตถุประสงค์นี้ หวังผลตอบแทนในระยะยาว ผู้ลงทุนจึงควรวางแผนอย่างรอบคอบก่อนที่จะดำเนินการเช่น ต้องมีเงินลงทุนเพียงพอตลอดโครงการ การปลูกสร้างสวนสักทองเพื่อผลิตไม้ซุงจะไม่มีปัญหาเรื่องตลาดประการใด ทั้งนี้เพราะในปัจจุบันและอนาคตรัฐบาลไม่อนุญาตให้นำไม้สักจากป่าธรรมชาติออกมาใช้ประโยชน์อีกต่อไป ความต้องการใช้ไม้สักทองจึงมีมาก และราคานับวันจะสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ
  2. ไม้บาง การปลูกสร้างสวนสักทอง เพื่อใช้ประโยชน์ไม้ในลักษณะของไม้บาง ควรกำหนดรอบตัดฟันประมาณ 15-20 ปี ระยะปลูก 3x3 เมตร หรือ 4x4 เมตร ไม้สักทองที่นำไปใช้ประโยชน์ จะต้องมีลักษณะเปลาตรงไม่มีตำหนิจากปุ่มตาและกิ่ง ดังนั้น จำเป็นต้องจัดการสวนสักทองอย่างประณีต เช่นควรทำการลิดกิ่ง และตัดสางขยายระยะในเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากการปลูกสร้างสวนสักทองมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไม้ส่งขายให้แก่โรงงานทำไม้บาง ดังนั้น การเลือกพื้นที่ปลูกไม่ควรอยู่ไกลจากโรงงานมากนัก เพราะจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสุง ระยะทางจากสวนป่าถึงโรงงานควรอยู่ระหว่าง 100-250 กิโลเมตร
  3. บ้านไม้ซุง เฟอร์นิเจอร์ และปาร์เก้ การใช้ประโยชน์ไม้สักทอง เพื่อใช้ทำบ้านไม้ซุง เฟอร์นิเจอร์และปาร์เก้นี้ มุ่งที่จะสนับสนุนให้นำไม้สักทองจากการตัดสางขยายระยะในสวนป่า มาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และทำให้สามารถจำหน่ายไม้สักทองตัดสางขยายระยะจากสวนป่าได้ราคาสูงขึ้น ทั้งนี้เพราะไม้สักทองที่ตัดสางขยายระยะจากสวนป่าอายุเกิน 10 ปี มีลักษณะกลมเปลาตรงและมีขนาดเหมาะสมที่จะนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ บ้านไม้ซุง หรือปาร์เก้ได้อย่างสวยงาม แต่ในปัจจุบัน การใช้ประโยชน์ไม้สักทองตัดสางขยายระยะในสวนป่าของกรมป่าไม้และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ยังจำหน่ายได้ราคาถูกมาก และยังไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ให้กว้างขวางและไม่มีตลาดรองรับที่แน่นอนจึงเป็่นการใช้ประโยชน์ไม้จากการตัดสางขยายระยะที่ไม่คุ้มค่าและเป็นการสูญเปล่าที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
  4. ไม้ขนาดเล็ก การจัดการสวนสักทองเพื่อนำไม้มาใช้ประโยชน์หลายอย่างในพื้นที่เดียวกันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะสั้นเพียง 5 ปี ก็นำไม้มาใช้ประโยชน์ทำไม้เสาขนาดเล็กได้แล้ว โดยกำหนดระยะปลูกให้ถี่ขึ้น เช่น 2x2 เมตร และตัดสางต้นเว้นต้นออกมาใช้ประโยชน์ครั้งแรกในปีที่ 5 ไม้ที่เหลือจะมีระยะห่าง 4x4 เมตร ก็สามารถจัดการเพื่อใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ต่อไป การจัดการสวนสักทองเพื่อใช้ไม้ขนาดเล็กนี้ ถ้าในตลาดท้องถิ่นไม่มีความต้องการก็ไม่มีความจำเป็นต้องปลูกถี่ เพราะจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูงขึ้นโดยได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า

เทคนิคการล้มและตัดทอนไม้สักทอง

ไม้สักทอง เป็นไม้ดีมีคุณภาพ และราคาแพง วัตถุประสงค์ของผู้ปลูกคือต้องการต้นไม้ที่มีลำต้นโตเปลาตรง และเนื้อไม้มีลวดลายสวยงาม จึงพยายามหาวิธีการปลูกและบำรุงรักษาอย่างประณีต เพื่อให้ไม้สักทองโตเร็ว รูปทรงของลำต้นเปลาตรง สวยงาม ตามความต้องการ วิธีการล้มและตัดทอนไม้สักทองเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมากสำหรับการจัดสวนไม้สักทอง ผู้ปลูกไม้สักทองควรทราบเพื่อนำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง เมื่อถึงเวลาตัดไม้สักทองในสวนป่าที่ปลูกไว้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ให้ได้ไม้สักทองที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงต่อไป

การเตรียมการล้มไม้
การล้มไม้ เป็นงานที่มีอันตรายมากที่สุดในการปฏิบัติงาน ซึ่งต้องการคนงานที่มีความชำนาญและต้องการวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ การล้มไม้เป็นหมู่ควรจะต้องำหนดระยะห่างของคนงานที่เข้าล้มไม้ไว้ให้มากพอสมควรเพื่อไม่ให้ต้นไม่ล้มลงมาทับพนักงานล้มไม้คนอื่น ๆ โดยคำนวณระยะทางล้มของต้นไม้จากความยาวของต้นไม้ 2 ต้น สำหรับในป่าที่ไม่สามารถเห็นต้นไม้ได้ชัดเจนควรกำหนดระยะทางเผื่อไว้เท่ากับความยาวของต้นไม้ 4 ต้น
การกำหนดทิศทางของต้นไม้ที่จะล้ม ควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ ซึ่งขึ้นอยู่กับทิศทางที่จะบังคับให้ต้นไม้ล้มหรือการใช้ลิ่ม การเอนของต้นไม้ ลม สิ่งกีดขวางทางล้มของต้นไม้และสิ่งกีดขวางบนพื้นดิน นอกจากนั้นควรมองหาทางหลบภัยในขณะที่ไม้ล้มไว้ด้วย เมื่อได้กำหนดทิศทางล้มของต้นไม้ไว้แล้ว เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรวางไว้ในด้านตรงข้ามกับทิศทางที่ต้นไม้ล้มข้างหลังต้นไม้ ทำการแผ้วถางพื้นที่รอบ ๆ ต้นไม้ที่จะทำการโค่นให้เตียน ถางทางหลบภัยขณะทีต้นไมัล้มลงให้เตียนไว้ 2 ทางและไกลพอที่คิดว่าปลอดภัย และทางวิ่งหลบภัยทั้งสองด้านนี้ ควรทำมุมทางด้านข้างกับแนวด้านหลังของต้นไม้ 45 องศา รอบ ๆ โคนต้นไม้ทีทำการโค่นล้ม ควรใช้มีดหรือขวานถากเปลือกตามแนวรอบ ๆ บริเวณที่จะตัดให้เรียบก่อนเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โซ่เลื่อยทื่อเร็วเกินไป

การล้มไม้ขนาดเล็ก
ไม้ขนาดเล็ก เช่น ไม้ตัดสางขยายระยะ โดยปกติจะใช้พนักงานเลื่อยยนต์เข้าดำเนินการเพียงคนเดียว ส่วนการลิดกิ่งหรือตัดทอนกิ่งไม้นั้นจะใช้ขวานโดยใช้คนงานเป็นหมู่ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การตัดทอนกิ่งไม้นี้ถ้าคนงานรู้จักวิธีใช้เลื่อยยนต์แล้ว จะได้เปรียบกว่าการใช้ขวานมาก
ต้นไม้ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่โคนต้นประมาณ 60 เซนติเมตร และมีรูปทรงปกติ จะสามารถบังคับให้ต้นไม้ล้มไปในทิศทางที่ต้องการได้ง่าย หลังจากที่พนักงานล้มไม้ได้กำหนดทิศทางการล้มไม้ของต้นไม้แล้ว และถางวัชพืชบริเวณโคนต้น และทำทางหลบภัยในขณะไม้ล้มไว้แล้ว ก็ใช้เลื่อยยนต์ทำบากหน้าก่อน การบากหน้าควรบากให้ลึกเข้าไปในเนื้อไม้ประมาณ 1/5-1/4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นไม้ และพยายามบากหน้าให้ชิดดิน เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ให้มากที่สุด นอกจากนั้น การตัดไม้ที่เหลือตอไว้สูง อาจจะทำให้ไม่สะดวกในการปฏิบัติงานในภายหลังได้เหมือนกัน การบากหน้า ควรทำมุมประมาณ 45 องศา
การทำบากหน้า ควรใช้เลื่อยยนต์ตัดเป็นแนวเฉียง 45 องศาก่อน แล้วจึงตัดตามแนวนอน โดยพยายามให้แนวนอนพบกับแนวเฉียงเป็นเส้นตรง การทำบากหน้า ควรให้หันหน้าไปตามทิศทางการล้มของต้นไม้ เป็นมุม 90 องศา การบากหน้ามีความสำคัญสำหรับการล้มไม้มาก ถ้าเราทำบากหน้าไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ทิศทางการล้มของต้นไม้อาจไม่เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ
การทำลัดหลังจะต้องพยายามให้อยู่ในแนวนอน และแนวอยู่สูงกว่าแนวของบากหน้า ประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ถ้าต้นไม้ที่ทำการล้มมีขนาดเล็กกว่าใบเลื่อย การลัดหลังสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้เลื่อยยนต์ลัดหลังเพียงครั้งเดียวและด้านเดียว แต่ถ้าต้นไม่มีขนาดใหญ่กว่า การลัดหลังจะต้องใช้เลื่อยยนต์ตัดหลายครั้งและหลายด้าน

การล้มไม้ขนาดใหญ่
ต้นไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวมากกว่า 2 เท่าของความยาวของใบเลื่อย การบากหน้าจะต้องทำจาก 2 ด้านและเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้หนีบใบเลื่อยจะต้องบากหน้าตามแนวนอนก่อน แล้วจึงบากหน้าตามแนวเฉียงลงมาตัดกับแนวนอน ต่อไปใช้ปลายใบเลื่อยตัดเนื้อไม้เข้าไปให้ถึงศูนย์กลางของลำต้น โดยตัดเข้าไปทางด้านของบากหน้า ระดับเดียวกับแนวนอนของบากหน้า โดยให้มีแกนกลางเหลืออยู่ทั้ง 2 ด้านของต้นไม้หนาอย่างน้อย 5 เซนติเมตร แล้วจึงทำการลัดหลัง การลัดหลังจะต้องอยู่ในระดับความสูงกว่าแนวนอนของบากหน้า ไม่น้อยกว่า 10-20 เซนติเมตร สำหรับต้นไม้ที่มีพูพอนขนาดเล็กไม่ควรตัดถึงปีที่ พูพอนออกก่อน เพราะจะมีความปลอดภัยมากกว่า ถ้าเราปล่อยพูพอนไว้เช่นนั้น ถ้ามีความต้องการที่จะต้องตัดพูพอนออก เพื่อความสะดวกในการขนย้าย ก็สามารถทำได้สะดวกกว่าเมื่อได้โค่นไม้ล้มลงแล้ว แต่ถ้าใบเลื่อยสั้นเกินไปที่จะทำการโค่นล้มไม้ การตัดพูพอนออกก่อนในกรณีนี้จะช่วยทำให้การล้มไม้ง่ายขึ้น

การล้มไม้เอน
ถ้าต้นไม้ที่จะทำการล้ม เอนทิ้งน้ำหนักของลำต้นไปทางเดียวกันกับที่จะทำการล้ม เทคนิคที่จะช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแตกร้าวของเนื้อไม้และเลื่อยยนต์ถูกไม้หนีบ มีดังต่อไปนี้
สำหรับไม้ขนาดเล็ก หลังจากทำการบากหน้าแล้ว การลัดหลังจะต้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยทำลัดหลังทางด้านข้างทั้ง 2 ด้านเสียก่อน แล้วจึงทำการลัดหลังส่วนที่เหลือภายหลัง
สำหรับไม้ขนาดใหญ่ การทำบากหน้าต้องไม่ลึกมากกว่า 1/4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นไม้ มิฉะนั้นใบเลื่อยจะถูกไม้หนีบได้ แล้วทำการลัดหลังจะต้องใช้ปลายใบเลื่อยตัดเจาะเข้าไปทางด้านข้างของลำต้นด้านหนึ่งก่อน ถ้าเป็นไม้ขนาดใหญ่ จะต้องใช้ปลายใบเลื่อยตัดเจาะเข้าไปทางด้านข้างอีกด้านหนึ่งด้วย เนื้อไม้ส่วนที่เหลือ ให้ใช้เลื่อยยนต์ตัดเป็นมุมทแยงลงมายังแนวที่ทำลัดหลังไว้ก่อนแล้ว
การล้มไม้ที่เอนประมาณ 30 องศา สามารถทำได้โดยทำบากหน้าให้หันไปตามทิศทางที่จะให้ไม้ล้มมุมของบากหน้าทางด้านที่ไม้เอนจะต้องเล็กกว่ามุมของบากหน้าทางด้านของทิศทางที่ไม้ล้ม และใช้ลิ่มใส่ทางด้านที่ไม้เอน เพื่อตอกช่วยบังคับทิศทางการล้มของไม้ด้วย

การทอนไม้
การล้มไม้ การลิดกิ่ง และการทอนไม้ ควรทำโดยพนักงานชุดเดียวกัน ให้ต่อเนื่องกันไป และให้เสร็จเรียบร้อยเป็นต้น ๆ ไป ในระหว่างทำการทอนไม้หรือลิดกิ่งไม้ที่มีขนาดใหญ่ พนักงานเลื่อยยนต์ควรจะต้องระมัดระวังและสังเกตดูว่าใบเลื่อยจะถูกไม้หนีบหรือไม่ หรือไม่ซุงที่กำลังตัดทอนอยู่นั้น เมื่อตัดขาดแล้วจะกลิ้งมาทับพนักงานได้หรือไม่ ขณะปฏิบัติงานพนักงานเลื่อยยนต์ควรจะเลือกยืนทางด้านที่ปลอดภัยเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขา
สำหรับไม้ขนาดเล็ก พนักงานเลื่อยยนต์ไม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วย การทอนไม้ขนาดเล็กบางครั้งสามารถใช้เลื่อยยนต์ทอนไม้ขาดได้ทีเดียว โดยไม่ต้องยกเลื่อยยนต์หลายครั้งและใช้ลิ่มเพียงอันเดียวก็เป็นการเพียงพอ สำหรับป้องกันไม่ให้ใบเลื่อยถูกไม้หนีบ แต่ไม้ขนาดใหญ่มีความจำเป็นต้องมีผู้ช่วยคอยให้ความช่วยเหลือ ในการหายไม้ที่จะตัดทอนร่วมกับพนักงานเลื่อยยนต์ และลูกมือจะต้องแผ้วถางบริเวณที่จะปฏิบัติงานให้เตียน เพื่อความสะดวกในการทำงาน ขณะปฎิบัติงานผู้ช่วยต้องคอยดูอย่างใกล้ชิดและใช้ลิ่มช่วย หรือใช้เลื่อยยนต์แทน เมื่อพนักงานเลื่อยยนต์เหนื่อย
กรณีที่ไม้มีขนาดใหญ่เกินกว่าใบเลื่อย การทอนไม้จำเป็นต้องทำหลาย ๆ ด้าน ซึ่งต้องมีการเคลื่อนย้ายเลื่อยยนต์หลายครั้ง โดยวิธีการตัดทอนดังกล่าวนี้สามารถตัดทอนไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่า 2 เท่าของความยาวใบเลื่อย การใช้ลิ่มมีความจำเป็นมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้หนีบใบเลื่อย สำหรับไม้ที่มีขนาดใหญ่มาก อาจจะตัองใช้ลิ่ม 2 อัน เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้บิดจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ไม้หนีบใบเลื่อยก่อนที่การทอนไม้จะเสร็จสิ้นลง เมื่อพิจารณาเห็นว่าไม้เริ่มจะหนีบใบเลื่อย ให้รีบใส่ลิ่มเสียก่อนเมื่อตัดไม้เข้าไปลึกพอควร

การหมายไม้
การหมายไม้ หมายถึง การกำหนดความยาวของต้นไม้ที่ล้มเพื่อตัดทำเป็นซุงให้ได้คุณภาพดีที่สุดไม้ต้นหนึ่งอาจหมายตัดทอนเป็นซุงได้หลายท่อน การหมายไม้ซุงที่ทำออกจากสวนสักนั้นจะต้องอาศัยความรู้ความชำนาญ ต้องรอบรู้ถึงความต้องการของตลาด รวมทั้งจะต้องรู้ถึงสภาพของทางที่จะขนส่งไม้และยานพาหนะที่จะใช้ขนส่งไม้นั้น เพื่อจะได้หมายไม้เป็นท่อนซุงได้ถูกต้องตามความประสงค์
อย่างไรก็ดี การหมายไม้ที่ถูกต้องควรยึดหลักในการหมายไม้แต่ละท่อนว่า ให้ได้เนื้อไม้มากที่สุดให้ได้ซุงที่มีคุณภาพดีที่สุด และไม่ทิ้งส่วนของเนื้อไม้ที่ดีพอใช้ประโยชน์ได้ไว้ในป่า เนื่องจากไม้สักเป็นไม้ที่มีค่าและมีราคาแพง ฉะนั้นการหมายไม้สักจึงต้องทำกันอย่างละเอียดพิถีพิถัน ไม้ซุงสักที่มีคุณภาพดีมีความยาวมากจะได้ราคาดีไปด้วย ในตลาดไม้แปรรูปเมืองไทย ไม้ยาวมีราคาแพงกว่าไม้สั้น ฉะนั้นการพยายามให้ไม้ซุงที่หมายมีความยาวมากขึ้นเท่าใด ย่อมทำให้ได้ราคาขายดีขึ้นเท่านั้น

การดูแลรักษาไม้สักทอง

การใส่ปุ๋ย
การปลูกไม้สักทองเชิงธุรกิจ การใส่ปุ๋ยเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตให้ต้นไม้ในระยะแรก นับว่ามีความจำเป็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีสภาพดินเลว ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15,22-11-11-หรือ 18-12-6 ให้แก่ต้นไม้ปีละ 2 ครั้ง ปีแรกใส่ครั้งละ 25 กรัม/ต้น ปีที่ 2 ใส่ครั้งละ 50 กรัม/ต้น ปีที่3 ใส่ครั้งละ 75 กรัม/ต้น ปีที่ 4-5 ใส่ครั้งละ 100 กรัม/ต้น

สำหรับปีต่อ ๆ ไป ควรใส่ปุ๋ยเฉพาะต้นสักที่มีขนาดเล็ก เพื่อช่วยเร่งให้เจริญเติบโตทันเท่าต้นอื่นเท่านั้น ในบางสภาวะถ้าสามารถใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมก่อนปลูกหลุมละ 1 กิโลกรัม จะช่วยให้ต้นสักทองเจริญเติมโตได้ดีขึ้นมาก อัตราการใส่ปุ๋ยมากกว่านี้ โดยเฉพาะพื้นที่แห้งแล้วดินทราย จะต้องใส่ปุ๋ยมากกว่าอัตราที่กำหนดไว้อย่างน้อย 2 เท่า ตามคำแนะนำ

การลิดกิ่ง
การปลูกไม้สักทอง มีวัตถุประสงคืช์เพื่อต้องการไม้ที่มีคุณภาพดี เปลาตรง และปราศจากตำหนิจากปุ่มตา เมื่่อเวลาตัดไม้ขายจะได้ราคาแพง จึงจำเป็นต้องทำการลิดกิ่ง โดยเริ่มลิดกิ่งต้นสักในปีที่ 2 สำหรับปีแรก ควรทำเฉพาะตัดต้นสักที่ขึ้นแซมออก โดยคัดเลือกให้เหลือต้นที่แข็งแรงและลักษณะดีไว้เพียง 1 ต้นเท่านั้น

วิธีการลิดกิ่งที่ถูกต้อง จะต้องใช้กรรไกรหรือเลื่อยตัดกิ่งให้เรียบชิดขนานกับลำต้น ไม้ให้เหลือส่วนของโคนกิ่งไว้บนลำต้น และการตัดจะต้องไม่ทำให้เปลือกฉีกขาดและลำต้นได้รับอันตราย การลิดกิ่งและละครั้งควรเหลือเรือนยอดที่เป็นกิ่งสดไว้พอเพียงกับการเจริญเติบโตของต้นไม้นั้น โดยปกติจะลิดกิ่งแต่ละครั้งเพียง 1/3 เท่านั้น การลิดกิ่งทำปีละครั้งในฤดูแล้ง ซึ่งเป็นระยะที่ต้นไม้หยุดการเจริญเติบโต

สำหรับความสูงที่ต้องการลิดกิ่ง ขึ้นอยุ่กับลักษณะรูปทรงของต้นไม้ ความต้องการและวัตถุประสงค์ของผู้ปลูกว่าต้องการไม้ซุงที่มีลักษณะดียาวเท่าไร อย่างไรก็ตาม ควรทำการลิดกิ่งสูงจากพื้นดินอย่างน้อย 6 เมตร และใช้ปูนขาวผสมน้ำทาตรงบริเวณรอยที่ตัดแต่งกิ่งออก เพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำอันตรายต้นสักในภายหลัง

การตัดสางขยายระยะ
คือการตัดต้นไม้ที่ขึ้นอยู่หนาแน่นออกเพื่อช่วยให้ต้นไม้ที่เหลือมีโอกาสเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ วิธีการตัดสางขยายระยะมีหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ถ้าต้องการตัดสางเพื่อส่งเสริมการเติบโตของต้นไม้ที่เหลือเพียงอย่างเดียว ก็พิจารณาตัดต้นไม้ขนาดเล็ก แคระแกร็น คดงอ และเป็นโรคออก แต่ถ้าต้องการใช้ประโยชน์หรือนำไม้ที่ตัดออกมาจำหน่ายก็ควรใช้ตัดต้นเว้นต้น

กำหนดระยะเวลาในการตัดสางขยายระยะ ขึ้นอยุ่กับวัตถุประสงค์ระยะปลูก และอัตราการเจริญเติบโตของต้นไม้ ถ้าปลูกระยะถื่และต้นไม้โตเร็ว การตัดสางขยายระยะก็จะต้องทำเร็วกว่าปลูกระยะห่าง อย่างไรก็ตาม มีหลักในการสังเกตอย่างง่าย ๆ ในการตัดสางขยายระยะต้นไม้ ก็คือ ให้เริ่มทำการตัดสางขยายระยะต้นไม้ เมื่อเรือนยอดของต้นไม้เริ่มเบียดชิดกัน

การคัดเลือกแม่ไม้สักทอง

ลักษณะในการพิจารณาคัดเลือกแม่ไม้สักทอง
การคัดเลือกแม่ไม้สักทองมีหลักในการพิจารณาอยู่หลายประการ ทั้งการพิจารณาจากลักษณะภายนอกและลักษณะภายใน ลักษณะภายนอกสามารถพิจารณาได้ทันที ตามหลักวิชาการใช้วิธีประเมินค่าลักษณะต่าง ๆ ของต้นไม้โดยการให้คะแนน ส่วนลักษณะภายในพิจารณาได้ยากเพราะจะต้องมีการโค่นต้นไม้หรือเลื่อยแปรรูปเสียก่อนจึงจะพิจารณาได้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องเสียแม่ไม้ที่ให้เมล็ดไป แต่ถ้าเป็นการตัดกิ่งปักชำ หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อโค่นแม่ไม้แล้วสามารถใช่หน่อจากต้นตอได้


ลักษณะในการพิจารณาคัดเลือกแม่ไม้สักทอง
การคัดเลือกแม่ไม้สักทองในประเทศไทย มีลักษณะในการพิจารณากว้าง ๆ ดังนี้


1.อายุของต้นไม้
ไม้สักทองที่สามารถนำมาทำเป็นแม่ไม้ได้นั้น ควรมีอายุไม่น้อยกว่า 15 ปี ทั้งนี้ เพระาไม้สักทองที่ปลูกจะนำไปใช้ประโยชน์เมื่อมีอายุ ประมาณ 15 ปี ไม่ควรเลือกไม้สักทองที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี เป็นแม่ไม้ถึงแม้ว่าจะมีขนาดโตตามที่กำหนดไว้ก็ตามเพราะกล้าไม้ที่ได้จากแม่ไม้ที่มีอายุน้อยจะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร


2. ลักษณะของลำต้น
ลักษณะภายนอกที่สำคัญประการแรกในการคัดเลือกไม้สักทองเพื่อใช้ทำแม่ไม้ ควรคัดเลือกที่มีลักษณะของลำต้นเปล่าตรง ไม่บิด คดงอ และกิ่งก้านไม่มาก ทั้งนี้ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการปลูกไม้สักทอง ก็เพื่อใช้ประโยชน์จากลำต้น ไม้สักทองที่มีลำต้นเปล่าตรงจะขายได้ราคาแพงกว่าไม้สักทองที่ลำต้นคดงอ

3.ขนาดของลำต้น
ลักษณะภายนอกที่ควรพิจารณาอันดับต่อไป ก็คือ ขนาดของลำต้น ควรคัดเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่กว่าต้นอื่น ๆ ในชั้นอายุเดียวกัน ซึ่งควรมีความโตทางเส้นรอบวงเฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 7 เซนติเมตร การคัดเลือกแม่ไม้สักทองโดยพิจารณาความโตเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากต้นไม้ขนาดใหญ่ย่อมให้ปริมาตรเนื้อไม้ที่สูงกว่า และไม้สักทองที่มีการเจริญเติบโตดี จะสามารถถ่ายทอดลักษณะการเจริญเติบโตที่สูมบูรณ์แข็งแรงไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปด้วย


4.เรือนยอด
รูปทรงเรือนยอดต้องเป็นพุ่ม ได้สัดส่วนกับความสูง รัศมีความกว้างของทรงพุ่มรอบเรือนยอดเท่ากัน น้ำหนักเรือนยอดไม่ถ่วงไปด้านใด้านหนึ่งมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ต้นไม้โค่นล้มได้ง่ายเมื่อเกิดลมพัดแรง


5.ลักษณะและคุณภาพของเนื้อไม้
วัตถุประสงค์ในการปลูกไม้สักทองนั้น นอกจากต้องการต้นไม้ที่รูปทรงดีและโตเร็วแล้วยังมีความต้องการเนื้อไม้สักทองที่มีลวดลายสวยงามด้วย ดังนั้น ต้นสักที่มีลวดลายสวยงามจึงเป็นที่ต้องการและควรคัดเลือกไว้เป็นแม่ไม้


6.ความต้านทานโรคและแมลง
ปัจจุบันสวนสักทองของทางราชการและเอกชนที่ปลูกไว้ มักจะประสบปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนเป็นจำนวนมาก จนเกิดความเสียหายบริเวณ ลำต้น ใบ กิ่งก้าน เปลือก หรือส่วนอื่น ๆ ดังนั้น การคัดเลือกแม่ไม้ไว้ทำพันธุ์ ต้องไม่ปรากฎว่ามีร่องรอยของโรคและแมลงรบกวนตามส่วนต่าง ๆ ของลำต้นดังกล่าวแล้ว


7.ความสามารถในการแตกหน่อ
ความสามารถในการแตกหน่อของไม้สักทอง จะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีการโค่นต้นไม้เสียก่อน แต่ก็เป็นผลดีในการปรับปรุงพันธุ์ การขยายพันธุ์โดยวิธีแตกหน่อ ในรุ่นต่อไปและการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แม่ไม้สักทองควรจะต้องมีการแตกหน่อที่ดีและให้หน่อที่สมบูรณ์ด้วย


8.ความสามารถในการแตกรากของกิ่งปักชำ
ลักษณะในข้อนี้ มีความจำเป็นสำหรับการเตรียมกล้าไม้สักทองแบบเพาะเลี้ยงเนื่อเยื่อ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับการพัฒนาเพื่อการปลูกสร้างสวนสักทองที่มีประสิทธิภาพในอนาคตการทดสอบความสามารถของแม่ไม้ในข้อนี้จำเป็นต้องมีทดลองเก็บข้อมูลไว้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์


9.ความสามารถในการถ่ายทอดและดำรงพันธุ์
แม่พันธุ์ที่ดีต้องให้ลูกไม้ที่มีลักษณะเด่นเหมือนแม่พันธุ์นั้น กล้าไม้รุ่นต่อ ๆ ไปต้องไม่กลายพันธุ์ง่าย สามารถถ่ายทอดลักษณะที่ดีได้ตลอดไป ลักษณะเช่นนี้จะทราบได้ต้องใช้เวลาในการศึกษาทดลองไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตัดสินใจได้

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คุณสมบัติเด่นของไม้สัก

ไม้สักนิยมใช้ก่อสร้างอาคารบ้านเรือนมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะทนต่อปลวกและมอดได้ดี เนื่องจากเนื้อไม้สักมีสารเคมีชนิดพิเศษที่เรียกว่า O-cresyl methyl ether ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของกรมป่าไม้ได้ศึกษาพบว่า หากนำสารชนิดดังกล่าวมาทาหรืออาบไม้ จะช่วยทำให้ไม้คงทนต่อ ปลวก แมลง เห็ดรา ได้อย่างดียิ่งขึ้น

กรมป่าไม้จัดกลุ่มไม้สักอยู่ในประเภทไม้เนื้อแข็ง เพราะไม้สักนั้นมีความแข็งแรงมากว่า 1,000 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร และมีความทนทานตามธรรมชาติ จากการทดลองนำส่วนที่เป็นแก่นของไม้สักไปทดลองปักดิน ปรากฏว่า มีความทนทานตามธรรมชาติเกินกว่า 10 ปี (ระหว่าง 11-18 ปี)

ประเภทของไม้สัก

ไม้สัก มี 5 ชนิด มีชื่อทางพฤกษศาสตร์เดียวกันว่า Tectona grandis Linn. f. แต่เรียกชื่อแตกต่างกันไปตามประเถทของเนื้อไม้

ศ.ดร.สะอาด บุญเกิด นักวิชากรด้านวนศาสตร์ได้เขียนบอกเล่าจากประสบการณ์ว่า ไม้สักทองจะเกิดขึ้นอยู่กับแหล่งพื้นที่ปลูก สถานที่ ดินฟ้าอากาศ และสายพันธุ์เป็นสำคัญ สำหรับการแบ่งประเภทของเนื้อไม้สัก โดยทั้วไปจะพิจารณาจากลักษณะของสีผิว การตกแต่ง ความแข็ง และความเหนียว เข้ามาประกอบ พวกลักลอบตัดโค่นไม้ มักจะเชี่ยวชาญในการแยกลักษณะของไม้สักเป็นพิเศษ โดยสังเกตจากต้น เรือนยอด สุขภาพของต้น และการแตกของเปลือก

สักทอง เนื้อไม้จะมีสีเหลืองทอง ส่วนใหญ่พบในป่าโปร่งชื้้น ดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ การแตกของเปลือกเช่นเดียวกับสักหยวก อยู่ในที่ที่แห้งชื้น เรือนยอดสมบูรณ์ ใบมีขนาดกลาง เนื้อไม้จะเป็นเส้นตรง ผ่าง่าย มีความแข็งแรกกว่าสักหยวก สีเข้ม เป็นสีน้ำตาลเหลือง หรือที่เรียกกันว่าสีทอง ในบรรดาไม้สักทั้ง 5 ชนิด ไม้สักทองได้รับฉายาว่าเป็น "ราชินีแห่งไม้" หรือ "Queen of Timbers" เป็นไม้ที่มีคุณภาพดีที่สุดของโลกที่ธรรมชาติมอบให้แก่คนไทยและประเทศไทย

สักหยวก เนื้อไม้จะมีสีขาว พบในป่าโปร่งชื้้น และริมห้วย ต้นตรง เปลือกแตกเป็นร่องตื้นแต่ยากตรง เรือนยอดสมบูรณ์ ใบมีขนาดกลาง เนื้อไม้หรือแก่น ถากหรือฟันได้ง่าย ไม้สักหยวก และไม้สักทองจะอยุ่ในทำเลที่คล้ายกัน และมีลักษณะภายนอกคล้ายกัน แต่ก็สามารถสังเกตได้อีกเล็กน้อยก็คือ ร่องของเปลีอกไม้สักหยวกจะกว้างกว่าไม้สักทอง แต่แตกเป็นร่องตรงเหมือน ๆ กัน

สักไข เนื้อไม้จะมีสีอ่อนและลักษณะเป็นมัน พบในป่าโปร่งแล้งเป็นส่วนมาก เจริญเติบโตช้า ร่องของเปลือกลึกและตัวเปลือกเป็นสันกว้างระหว่างร่อง ลำต้นตรงเปลา แต่มีลักษณะแกร็น ๆ พุ่มของเรือนยอดบอบบาง แต่ก็มีใบเต็ม จะทราบได้ว่าเป้นสักไขก็ต่อเมื่อถึงมือช่างไม้ เพราะเนื้อไม้จะมีไขปน ยากแก่การขัด และทาแล็กเกอร์ สีของไม้สักไขจะมีสีน้ำตาลเข้มปนเหลือง

สักหิน พบในป่าโปร่งแล้งในระดับสูง การแตกของเปลือกเป็นร่องลึกและเรือนยอดดูไม่ค่อยแข็งแรง ใบเล็กกว่าปกติ จพทราบได้แน่นอนเมื่อมีการโค่นล้ม หรือตบแต่งโดยพวกโค่นล้มเลื่อย และช่างไม้ เพราะเนื้อไม้จะแข็งกว่าไม้สักทั่วไปและเปราะ สีของเนื้อไม้จะมีสีน้ำตาลเข้ม

สักขี้ควาย เนื้อไม้จะออกสีคล้ำ ไม้สักพวกนี้จะเกิดอยู่ในที่ค่อนข้างแล้งในป่าผสมผลัดใบต่าง ๆ และมักจะพบอยู่ในบริเวณรอยต่อ (Transition zone) ของป่าโปร่งผลัดใบต่าง ๆ และป่าแพะลักษณะของเรือนยอดมักจะไม่สมบูรณ์ ลำต้นจะตายบ้าง กิ่งหรือเรือนยอดแห้งตายไปบ้างกิ่งสองกิ่งลักษณะของเปลือกแตกเป็นร่องไม่สม่ำเสมอ ขาดเป็นตอน ๆ และมีร่องลึก ลักษณะไม่สมบูรณ์ จะทราบแน่ว่าเป็นสักขี้ควายก็ต่อเมื่อโค่นลงมาเลื่อยดู ก็จะเห็นได้ชัดว่า เนื้อไม้จะมีสีเขียวปนน้ำตาลแก่ หรือ น้ำตาลอ่อน

ลักษณะทั่วไปของไม้สัก

ลำต้น
ไม้สักเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงถึง 50 เมตร โตเร็ว ผลัดใบในฤดูร้อน ส่วนที่ยังอ่อนมีขน เปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ๆ สีเทา

เปลือก
เปลือกหนา 0.30-1.70 เซนติเมตร สีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนแกมเทา แตกเป็นร่องตื้น ๆ ไปตามทางยาวและหลุดออกเป็นแผ่นบาง ๆ เล็ก ๆ

ลักษณะเนื้อไม้
มีสีเหลืองทองถึงสีน้ำตาลแก่ มีลายเป็นเส้นสีน้ำตาลแก่แทรก เสี้ยนตรง เนื้อหยาบ แข็งปานกลาง เลื่อย ไสกบ ตบแต่งง่าย

ใบ
ใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่มาก เรียงตรงข้ามรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบมน เนื้อใบสากคาย สีเขียวเข้ม ท้องใบสี่อ่อนกว่า มีต่อมเล็ก ๆ สีแดง

ดอก
ดอกเป็นช่อใหญ่ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบปริเวณปลายกิ่ง กลีบดอกมีสีขาวเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ออกดอกเดือนมิถุนายน-ตุลาคม

ผล
ผลสดค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร เปลือกแข็งมีขนสั้น ๆ นุ่ม ๆ สีน้ำตาลหุ้มอยู่ ผลหนึ่ง ๆ มีเมล็ตประมาณ 1-4 เมล็ด มีขนละเอียดหนาแน่น ผลจะแก่ในรายเดือนพฤศจิกายน-มกราคม

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับไม้สัก

ไม้สักมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Teak และชื่่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tectona grandis อยู่ในวงศ์ Verbenaceae มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย พม่า ไทย อินโดนีเซีย และหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ต้นสักมีชื่อตามท้องถิ่น คือ
เคาะเยียโอ-ละว้า,เชียงใหม่
ปายี้-กะเหรี่ยง,กาญจนบุรี
บีอี ปีฮีอ เป้อยี-กะเหรียง,แม่ฮ่องสอน
สัก-ทั่วไป
เส่บายี้-กะเหรียง,กำแพงเพชร

ไม้สักทอง ได้ถูกยกย่องว่าเป็นไม้มงคล เพราะคำว่า "สัก"หรือ "สักกะ" หมายถึง พระอินทร์ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดในสรวงสวรรค์ ขณะเดียวกันคำว่า "สัก" พ้องเสียงกับคำว่า "ศักดิ์" หมายถึง ยศถาบรรดาศักดิ์หรือศักดิ์ศรี ในทางศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า ไม้สักทอง หมายถึง การมีสิ่งศักดิ์สิทธ์คุ้มครองให้มั่นคงตลอดไป ดังนั้นจึงนิยมนำไม้สักทองปักก้นหลุมเสาเอก ในพิธีวางศิลาฤกษ์ โบสถ์วิหาร สถานที่สำคัญต่าง ๆ รวมทั้งบ้านที่พักอาศัย เพราะมีความเชื่อว่า ถ้ามีไม้สักหรือตันสักในบ้านจะช่วยเพิ่มสง่าราศี และส่งผลให้ได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นที่เคารพยกย่องของบุคคลอื่น

ต้นสัก ถือเป็นพันธุ์ไม้สัญลักษณะประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่่องจากได้คนพบต้นสักใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี พ.ศ.2470 ที่วนอุทยานตันสักใหญ่ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ต้นสักดังกล่าวมีความสูงประมาณ 47 เมตร แต่ปัจจุบัจเหลือประมาณ 37 เมตร เนื่องจากเรื่อนยอดถูกลมพัดหักเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2520 วัดขนาดความโตโดยรอบต้นที่ระดับสูง 130 เซนติเมตร จากพื้นดิน 1,003 เซนติเมตร อายุประมาณ 1,500 ปี

ไม้สัก เป็นตันไม้ขนาดใหญ่ มักขึ้นเป็นหมู่ไม้สักล้วน ๆ พบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณ หรือป่าผสมผลัดใบ (Mixed deciduous forest) ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ประกอบด้วยตั้นไม่ขนาดใหญ่ ปละขนาดกลางหลายชนิด พื้นดินมักเป็นดินร่วนปนทราย ในฤดูแล้งต้นไม้ส่วนมากจะผลัดใบ และมักจะเกิดไฟป่าไหม่ลุกลามแทบทุกปี เมื่อเข้าฤดูฝนต้นไม้จึงผลิใบและกลับเขียวชอุ่มเหมือนเดิม ป่าเบญจพรรณนี้จะมีครอบคลุมอาณาเขต ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันตก เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ และพิจิตร และพบบ้างเล็กน้อยในจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และกาญจนบุรี

ป่าแม่ยมเป็นป่าเบญจพรรณที่มีชื่อเสียงและมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ไม้เด่นที่เป็นสัญลักษณ์ของป่าแห่งนี้คือ ไม้สักทอง ความสวยงามของไม้สักทองอยู่ที่มีวงปีที่ชัด สีไม้จะออกสีเหลือง ซึ่งพบว่าเนื้อไม้สักทองมีทองคำบริสุทธ์ปะปนอยุ่ถึง 0.5 ppm คิดคร่าว ๆ ก็คือ หากนำไม้สักทอง 26 ต้น มาสกัดเนื้อทองจะได้ทองคำหนัก 1 บาทที่เดียว ดังนั้นไม้สักทองจึงเป็นที่หมายปองของหลาย ๆ คน ปัจจุบันพบว่าไม้สักทองที่มีอยู่ในโลกมีอยู่ 3 ประเทศเท่านั้น ได้แก่ พม่า อินเดีย และประเทศไทย อนาคตของไม้สักทองในป่าแม่ยมดูจะไม่มั่นคงนัก เพราะไม่รุ้ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจให้มีการตัดป่าเพื่อก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเมื่อใด

อัตราการเจริญเติมโตของไม้สัก ขึ้นอยู่กับความลึก การระบายน้ำ ความชื้้้น และความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นหลัก สภาพที่เหมาะสำหรับปลูกไม้สัก คือดินแบบตะกอนทับถมที่มีผิวหน้าดินลึกและระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกลางและด่างเล็กน้อย ค่าpH ระหว่าง 6.5-7.5 ปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,200-2,000 มม./ปี ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางไม่เกิน 700 เมตร และหากปลูกในพื้นที่ที่มีฤดูแล้วแยกจากฤดูฝนอย่างชัดเจนจะทำให้เนื้อไม้สักมีลวดลายสวยงาม

ที่มาของข้อมูล

หนังสือคู่มือการเกษตร
การปลูกและดูแลรักษาสวนป่า ไม้สักทอง ไม้เศรษฐกิจของชาติ
เรียบเรียงโดย ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

บริการถ่ายภาพด้วยมืออาชีพ

...คลิกที่รูป....บริการถ่่ายภาพสุดประทับใจ¨ prewedding รับประริญญา พิธีการต่่าง ๆ แฟชั่นอีกมากมาย ติดต่อ : 0899274733 msn:tuchkay@hotmail.com