ไม้สักทองเป็นไม้ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันแพร่หลายทั่วโลก อันเนื่องมาจากเนี้อไม้มีคุณภาพสูง เป็นไม้ที่มีสีสันและลวดลายธรรมชาติที่งดงาม ไม้สักชนิดหนึ่งสี่ของเนี้อไม้จะเป็นสีน้ำตาลทอง และมีลวดลายสีดำ เนื้อไม้ของไม้สักค่อนข้างที่จะละเอียด มีเสี้ยนตรง น้ำหนักเบา ทำให้ง่ายต่อการเลื่อย ไส และตบแต่ง แต่ก็มีความแข็งแรงพอสมควร

ไม้สักสามารถที่จะนำมาใช้งานได้แทบทุกอย่างเท่าที่ไม้เนื้อแข็งชนิดอื่น ๆ จะทำได้ เช่น นำมาใช้ในงานก่อสร้าง และโครงสร้างของที่อยุ่อาศัย ใช้ทำดาดฟ้าเรือ ใช้ทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ และใช้ในการแกะสลักได้อย่างยอดเยี่อม ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ไม้สักยังมีความต้านต่อปลวก เชื้อรา เห็ดต่าง ๆ ทนต่อกรด ไม่ทำให้เหล็กเป็ฯสนิม ตลอดทั้งทนทานต่อลมฟ้าอากาศที่จะทำลายเนื้อไม้ ดังจะเห็นได้จากสภาพของโบสถ์ วิหารที่มีอายุหลายร้อยปีที่สร้างขึ้นด้วยไม้สักในจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือของไทย

ไม้สักในประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลกและเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก ในสมัยก่อนไม้สักค่อนข้างจะหาง่ายและราคาไม่แพง ประชาชนสามารถสร้างบ้านทั้งหลังโดยใช้ไม้สักล้วน ๆ ได้ แต่ในปัจจุบันไม้สักในป่าธรรมชาติกำลังจะหมดไป เพราะความต้องการใช้สูง รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลุกไม้สักเพื่อใช้เองหรือเพื่อการค้าได้ และเนื่องจากความต้องการใช้ไม้มีมาก และนับวันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่ต้องห่วงเรื่องราคาและการตลาดสำหรับไม้ชนิดนี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นไม้ขนาดเล็กที่ได้จากการตัดสางขยายระยะ หรือไม้ซุง เมื่อมีการตัดมาใช้ประโยชน์ครั้งสุดท้ายก็ตาม
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

งานวิจัย:แนวคิดในการ จัดการมอดป่าเจาะต้นสักโดยวิธีปลูกแบบผสม

โดย ฉวีวรรณ หุตะเจริญ เผยแพร่ การประชุมวิชาการป่าไม้ ประจำปี 2535 16-20 พฤษจิกายน 2535 จังหวัดเชียงราย น.379-384;2535

การปลูกสร้างสวนป่าแบบผสมโดยใช้พืชป่าไม้หลายชนิดปลูกผสมกันไป เพื่อทำให้เกิดความหลากหลายของพรรณไม้และสัตว์นานาชนิด ก่อให้เกิดสมดุลทางธรรมชาติ เป็นวิธีหนึ่งที่ยอมรับกันว่า สามารถลดภาวะการระบาดของโรคและแมลงได้ การจัดการเพื่อลดการะบาดทำลาย และลดการแพร่กระจายของมอดป่าเจาะต้นสัก (Xyleutes ceramicus Walker) โดยการปลูกป่าแบบผสมเป็นวิธีหนึ่งที่จะลดการใช้สารพิษในการป้องกันกำจัดมอดป่า เพื่อที่จะรักษาสภาพแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่สมดุล

การทำลายของมอดป่าในแปลงสักที่ปลูกผสมกับไม้อื่น และในพื้นที่ที่มีประวัติของการระบาด ควรทำการปลูกสักแบบผสมเป็นอย่างยิ่ง พืชป่าไม้ที่จะนำมาปลูกผสมต้องเป็นพื่ชที่มิใช่พืชอาหารของมอดป่า มีทรงพุ่มหนาแน่น ไม่มีการผลัดใบในช่วงที่ผีเสื้อออกเป็นตัวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน การปลูกผสมควรปลูกสิ่งกีดขวางล้อมรอบแปลง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของผีเสื้อมอดป่า จากภายนอกไม่ให้เข้ามาในแปลงปลูกเสียก่อน

ส่วนพื่้นที่ที่อยู่ภายในให้ปลูกเป็นแปลงเว้นแปลง แต่ละแปลงควรมีความกว้างประมาณ 100 เมตร ในแต่ละแปลงอาจทำการปลุกสลับแถวด้วย เพื่อลดการแพร่กระจายของตัวหนอนมอดป่า การกำหนดให้มอดป่าอยุ่ในพื้นที่ที่ถูกจำกัดจะช่วยส่งเสริมให้ตัวห้ำ ตัวเบียน และโรคเข้าทำลายมอดป่าได้ง่ายขึ้น และยังเป็นการช่วยให้การใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อการกำจัดมอดป่าทำได้สะดวกและประหยัด

งานวิจัย:วิธีเลี้ยงแตนเบียน Brachymeria lasus Walker ศัตรูธรรมชาติของหนอนกินใบสัก

โดย ฉวีวรรณ หุตะเจริญ และ พรทิพย์ ผลวิชา เผยแพร่ การประชุมวิชาการป่าไม้ ประจำปี 2535 ,16-20 พฤษจิกายน 2535 จังหวัดเชียงราย 2535

การเลี้ยงแตนเบียน Brachymeria lasus ศัตรูธรรมชาติของดักแด้ของหนอนกินใบสัก Hyblaea puera cramer สามารถทำได้สำเร็จในห้องปฏิบัติการ และสามารถผลิตได้ถึงชั่วลูกรุ่นที่ 2 ดักแด้ที่ให้เบียนคือดักแด้ของ H.puera ที่ได้จากการเลี้ยงตัวหนอนในอาหารเทียม อาหารที่ใช้เลี้ยง B.lasus คือสารละลายน้ำตาล 20% B.lasus ชอบเบียนดักแด้ที่มีปลอกมากกว่าที่ไม่มีปลอก ไม่มีความว่องไว ประสิทธิภาพในการค้นหาดักแด้เพื่อทำการเบียนต่ำและมีโอกาสเบียนดักแด้ซ้ำตัวเดิมได้

ระยะเวลาที่ปล่อยให้ดักแด้ H.puera ถูกเบียนที่ดีที่สุดคือ 1 วัน เมื่อปล่อยให้เบียนหลายวันจะเป็นเหตุให้เกิดการเบียนซ้ำ ทำให้เกิดตัวอ่อนในดักแด้ของ H.puera มากว่า 1 ตัว และตัวอ่อนของแตนเบียนจะกินกันเอง B.lasus ใช้เวลา 12-14 วัน เจริญอยู่ภายในดักแด้ H.puera ตั้งแต่ระยะไข่จนออกเป็นตัวเต็มวัย ตัวเต็มวันมีชีวิตอยู่ได้นานที่สุด 29 วัน พฤติกรรมอื่น ๆ ของ B.lasus ได้บันทึกไว้เช่นกัน

งายวิจัย:ผลของการตัดให้แตกหน่อต่อผลผลิตยอดและความสามารถในการแตกรากของยอดในกล้าไม้สัก

โดย นางสาวสุนันทา วิสิทธิพานิช นายไพรัช ปิยะพันธุ์ และนายวิเชียร สุมันตกุล ลงพิมพ์เผยแพร่ในรายงานการประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 38 สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน้า 9

การศึกษาเรื่องนี้ได้ดำเนินการที่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้สัก อำเภองาว จังหวัดลำปาง โดยศึกษาถึงผลการควบคุมความสูงของต้นตอ (ที่ 3 ระดับ คือ 5, 10, และ 20 เซนติเมตร) และจำนวนข้อ ( 2 ข้อ และ 3 ข้อ) ที่จะเหลือไว้เพื่อการผลิตหน่อ รวมทั้งผลของการลิตใบต่อผลผลิตของหน่อที่ได้ของหน่อที่ได้ของไม้สักที่ย้ายปลูกอายุ 1 ปี

ผลการทดลองพบว่า การตัดให้เหลือตอสูง 10 และ 20 เซนติเมตร จะทำให้มีผลผลิตของหน่อ (เฉลี่ย 2.62-2.92 หน่อ/ต้น) มากกว่าการตัดให้แตกหน่อที่มีตอสูงเพียง 5 เซนติเมตร (เฉลี่ย 2.10 หน่อ/ต้น) โดยการเหลือจำนวนข้อไว้ 3 ข้อ (เฉลี่ย 8.33 หน่อ/ต้น) ให้ผลผลิตดีกว่าการเหลือข้อไว้ 2 ข้อ (เฉลี่ย 6.17 หน่อ/ต้น)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำการตัดให้ตอสูงเท่าใด หรือเหลือจำนวนข้อไว้มากน้อยเพียงใด ก็จะไม่มีผลต่อเปอร์เซนต์การรอดตายของกล้าไม้ ความโต และความสูงของหน่อเฉลี่ย การตัดหลาย ๆ ครั้งจะทำให้การเติบโตของหน่อใหม่ลดลง และทำให้การแตกรากของยอดที่นำมาตัดชำดีขึ้น ส่วนการลิดใบออกไม่มีผลต่อจำนวนหน่อที่แตกใหม่ แต่กลับทำให้การเติบโตของหน่อใหม่ลดลง

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

งานวิจัย:การผลิตเหง้าจากกิ่งตัดชำของกล้าไม้สัก

โดย นางสาวสุนันทา วิสิทธิพานิช นายไพรัช ปิยะพันธุ์ และนายวิเชียร สุมันตกุล ลงพิมพ์เผยแพร่ในรายงานการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 37 สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หน้า 316-325

การศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการผลิตเหง้าไม้สักจากกิ่งตัดชำ ที่สถานีบำรุงพันธุ์ไม้สัก อำเภองาว จังหวัดลำปาง โดยแบ่งงานทดลองออกเป็น 2 ขั้นตอน ใหญ่ ๆ คือ การทดลองหาเทคนิคการย้ายชำ และเพาะชำกิ่งลงแปลงเพาะเพื่อผลิตเหง้า และการทดลองชำเหง้าที่ได้จากกิ่งตัดชำเปรียบเทียบกับเหง้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด

ผลการทดลองสามารถสรุปได้ว่า
เทคนิคการย้ายชำกิ่งตัดชำลงแปลงเพาะที่ดีที่สุด คือ ทำการตัดชำลงบนแปลงเพาะโดยตรง ซึ่่่งจะดีกว่าการชำให้แตกรากก่อนแล้วย้ายลงแปลงภายหลัง โดยมีการเติบโตของกล้าไม้ตัดชำดีที่สุด มีเปอร์เซนต์การรอดตายและจำนวนรากหลัก (main root or tap root like root) ที่ได้ไม่ต่างจากการย้ายชำกิ่งตัดชำที่งอกรากแล้วชำลงแปลง เหง้าที่ได้จะมีจำนวนรากหลักระหว่าง 1-5 ราก เป็นเหง้าที่มีรากเดียว 22.41 % และเป็นเหง้าที่มีรากหลัก 2 ราก 43.42 %

การทดลองปักชำให้เกิดรากก่อน แล้วจึงย้ายชำลงแปลงเพาะนั้น พบว่า การเด็ดรากให้เหลือเพียง 1 ราก ก่อนการย้ายลงแปลงเพาะ ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้ และจำนวนรากหลักที่ได้

การทดลองชำเหง้าที่ได้จากกิ่งตัดชำ พบว่า กล้าจากเหง้าของกิ่งตัดชำจะมีการเติบโตและเปอร์เซนต์การรอดตายสูงกว่าเหง้าจากเมล็ดที่ได้จากต้นกล้าที่มีอายุเท่ากัน

การทดลองแบ่งเหง้าที่ได้จากกิ่งตัดชำ ซึ่งปกติจะมีรากหลักมากกว่า 1 ราก ให้เป็น 2 ส่วน(เหง้า) จะทำให้เปอร์เซนต์การรอดตายของกล้าไม้ลดลงจาก 94.45% เป็น 83.33% รวมทั้งจะทำให้การเติบโตของกล้าไม้ลดลงด้วย

การทดลองชำรากของกิ่งตัดชำ (รากที่แตกจากรากหลักหรือส่วนของรากแขนของกิ่งชำ) พบว่า รากที่แตกจากรากหลัก ไม่สามารถที่จะนำไปขยายพันธุ์ได้และ ขนาดของเหง้าที่ได้จากกิ่งตัดชำ จะไม่มีผลต่อเปอร์เซนต์การรอดตายของกล้าไม้จากเหง้าแต่จะมีผลต่อการเติบโตของกล้าไม้

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

งานวิจัย:วิเคราะห์สวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สักในประเทศไทย

วิเคราะห์สวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สักในประเทศไทย
โดย ประสิทธ์ เพียรอนุรักษ์ วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต(วนศาสตร์) วนวัฒนวิทยา(วนวัฒนวิทยา) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย 2538

การศึกษาสถานภาพสวนผลิตเมล็ดพันธู์ไม้สักในประเทศไทย ได้ดำเนินการศึกษาที่สวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สักจำนวน 21 แห่ง โดยทำการศึกษาลักษณะถูมิประเทศ ภูมิอากาศ การปลุก การเจริญเติบโต การดูแลรักษา และอันตรายจากโรกและแมลง จากแบบสอบถามศึกษาสมบัติของดิน โดยวิเคราะห์หาสมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน รวมทั้งศึกษาลักษณะผล โดยการวัดขนาดและชั่งน้ำหนักหาจำนวนเมล็ดในผลด้วยวิธีการเอกซเรย์ และศึกษาปริมาณผลผลิตพันธุ์แต่ละแห่งด้วยแบบสอบถาม

ผลการศึกษา พบว่า สวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สักในประเทศไทยทั้ง 21 แห่ง มีเนื้อที่รวม 12,652 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่มีภาพป่าเดิมเป็นป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ความลาดชันค่อนข้างสูง ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างต่ำ ปลูกสร้างโดยใช้ระยะปลุก 6x6 ถึง 12x12 เมตร ส่วนใหญ่ปลูกด้วยแม่ไม้ 16-40 แม่ไม้ต่อหนึ่งแปลงปลูก และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกเฉลี่ย 1.0-1.7 เชนติเมตร/ปี ดินในสวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สักมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 1.2 เซนติเมตร ร้อยละ 50 มีขนาดระหว่าง 1.2-1.4 เซนติเมตร มีจำนวนผลฉลี่ย 1,974 ผลต่อกิโลกรัม ผลสักเป็นผลเปล่า ร้อยละ 28 สำหรับผลที่มีเมล็ดอยุ่ภายในส่วนใหญ่ จะมีเมล็ดเพียง 1 เมล็ด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 46 เมื่อผลมีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร จะมีผลที่มีเมล็ดอยู่ภายในเพียงร้อยละ 30 แต่จะมีมากถึงร้อยละ 89 เมื่อผลมีขนาดโตกว่า 1.4 เซนติเมตร และสวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สักในประเทศไทย ให้ผลผลิตเมล็ดรวมกันประมาณ 3,588 ถัง หรือ 16,101 กิโลกรัม/ปี หรือ เฉลี่ย 1.3 กิโลกรัม/ไร/ปี

การบำรุงรักษาต้นสัก

การบำรุงรักษาต้นสักที่ปลูกแล้วต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ เพื่อให้ต้นไม้มีการเจริญเติบโต รอดตายสูง ปราศจากโรคและแมลงทำลาย การบำรุงรักษาสวนไม้สัก ประกอบด้วย
  1. การแผ้วถางวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชให้โล่งเตียนตลอดเวลา เพื่อลดการแก่งแย่งธาตุอาหารในดิน และเบียดบังแสงแดดซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และยังช่วยป้องกันไฟป่าอันอาจจะเกิดขึ้นในฤดูแล้งได้ด้วย
  2. การใส่ปุ๋ย ในพื้นที่ที่มีดินเลวควรใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะแรก ๆ โดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 22-11-11 ใส่ต้นไม้ปีละ 1-2 ครั้ง โดยปีแรกใส่ครั้งละ 25 กรัม ต่อต้น ปีที่ 2 ใส่ 50 กรัม ต่อต้น ปีที่ 3 ใส่ 75 กรัม ต่อต้น ปีที่ 4-5 ใส่ประมาณ 100 กรัม ต่อต้น หากใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักด้วย ก็จะทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น
  3. การป้องกันไฟป่า โดยทำทางตรวจการและแนวป้องกันไฟรอบ ๆ แปลง และควบคุมวัชพืช ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในบริเวณสวนให้เตียนตลอดฤดูแล้ง เพราะหากเกิดไฟป่าในสวนสักจะทำให้ต้นไม้ที่ยังเล็กอยู่ได้รับความเสียหายได้
  4. การป้องกันโรคและแมลง โรคที่พบส่วนใหญ่ในต้นสักขนาดเล็ก คือ โรคเน่าคอดิน ซึ่งทำให้ต้นตายได้ เกิดจากดินมีความชื้นสูงเกินไป หรือน้ำท่วมขัง การแก้ไขโดยขจัดระบบการระบายน้ำให้ดีหรือหลีกเลี่ยงการปลูกบริเวณที่ลุ่ม น้ำท่วมขังได้ง่าย
  5. เมื่อต้นไม้มีอายุมากขึ้นและขนาดโตขึ้น ควรมีการผลิตและตกแต่งกิ่งเพื่อให้ลำต้นสวยงาม การตัดสางขยายระยะเพื่อเปิดโอกาสให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้เต็มที่

การเตรียมพื้นที่ในการปลูกสัก

การปลูกสักในเชิงธุรกิจ ควรเตรียมพื้นที่ปลูกโดยใช้เครื่องจักรกล เช่น ใช้รถแทร็กเตอร์ปรับที่และไถบุกเบิก 1 ครั้ง หากพื้นที่มีขนาดใหญ่ ควรแบ่งออกเป็นแปลงย่อย แปลงละประมาณ 50-100 ไร่ โดยปรับเป็นทางตรวจการรอบ ๆ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานและการดูแลรักษา
เมื่อเตรียมที่เสร็จแล้ว ปักหลักหมายปลูก โดยใช้ไม้ผ่าซึกขนาดความยาวประมาณ 0.50-1.00 เมตร ปักตามระยะที่กำหนดไว้ ระยะปลูกที่เหมาะสม หากสภาพพื้นที่ดีมากอาจปลูกระยะ 4x4 เมตร (100 ต้น ต่อไร่) สภาพดีปานกลาง ควรปลูกระยะ 3x3 เมตร (178 ต้น ต่อไร่) หรือ 2x4 เมตร (200 ต้น ต่อไร่) ส่วนในสภาพพื้นที่ไม่ค่อยดี ควรปลูกให้ถี่หน่อย คือ 2x2 เมตร (400 ต้น ต่อไร่)

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เทคนิคการล้มและตัดทอนไม้สักทอง

ไม้สักทอง เป็นไม้ดีมีคุณภาพ และราคาแพง วัตถุประสงค์ของผู้ปลูกคือต้องการต้นไม้ที่มีลำต้นโตเปลาตรง และเนื้อไม้มีลวดลายสวยงาม จึงพยายามหาวิธีการปลูกและบำรุงรักษาอย่างประณีต เพื่อให้ไม้สักทองโตเร็ว รูปทรงของลำต้นเปลาตรง สวยงาม ตามความต้องการ วิธีการล้มและตัดทอนไม้สักทองเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมากสำหรับการจัดสวนไม้สักทอง ผู้ปลูกไม้สักทองควรทราบเพื่อนำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง เมื่อถึงเวลาตัดไม้สักทองในสวนป่าที่ปลูกไว้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ให้ได้ไม้สักทองที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงต่อไป

การเตรียมการล้มไม้
การล้มไม้ เป็นงานที่มีอันตรายมากที่สุดในการปฏิบัติงาน ซึ่งต้องการคนงานที่มีความชำนาญและต้องการวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ การล้มไม้เป็นหมู่ควรจะต้องำหนดระยะห่างของคนงานที่เข้าล้มไม้ไว้ให้มากพอสมควรเพื่อไม่ให้ต้นไม่ล้มลงมาทับพนักงานล้มไม้คนอื่น ๆ โดยคำนวณระยะทางล้มของต้นไม้จากความยาวของต้นไม้ 2 ต้น สำหรับในป่าที่ไม่สามารถเห็นต้นไม้ได้ชัดเจนควรกำหนดระยะทางเผื่อไว้เท่ากับความยาวของต้นไม้ 4 ต้น
การกำหนดทิศทางของต้นไม้ที่จะล้ม ควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ ซึ่งขึ้นอยู่กับทิศทางที่จะบังคับให้ต้นไม้ล้มหรือการใช้ลิ่ม การเอนของต้นไม้ ลม สิ่งกีดขวางทางล้มของต้นไม้และสิ่งกีดขวางบนพื้นดิน นอกจากนั้นควรมองหาทางหลบภัยในขณะที่ไม้ล้มไว้ด้วย เมื่อได้กำหนดทิศทางล้มของต้นไม้ไว้แล้ว เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรวางไว้ในด้านตรงข้ามกับทิศทางที่ต้นไม้ล้มข้างหลังต้นไม้ ทำการแผ้วถางพื้นที่รอบ ๆ ต้นไม้ที่จะทำการโค่นให้เตียน ถางทางหลบภัยขณะทีต้นไมัล้มลงให้เตียนไว้ 2 ทางและไกลพอที่คิดว่าปลอดภัย และทางวิ่งหลบภัยทั้งสองด้านนี้ ควรทำมุมทางด้านข้างกับแนวด้านหลังของต้นไม้ 45 องศา รอบ ๆ โคนต้นไม้ทีทำการโค่นล้ม ควรใช้มีดหรือขวานถากเปลือกตามแนวรอบ ๆ บริเวณที่จะตัดให้เรียบก่อนเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โซ่เลื่อยทื่อเร็วเกินไป

การล้มไม้ขนาดเล็ก
ไม้ขนาดเล็ก เช่น ไม้ตัดสางขยายระยะ โดยปกติจะใช้พนักงานเลื่อยยนต์เข้าดำเนินการเพียงคนเดียว ส่วนการลิดกิ่งหรือตัดทอนกิ่งไม้นั้นจะใช้ขวานโดยใช้คนงานเป็นหมู่ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การตัดทอนกิ่งไม้นี้ถ้าคนงานรู้จักวิธีใช้เลื่อยยนต์แล้ว จะได้เปรียบกว่าการใช้ขวานมาก
ต้นไม้ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่โคนต้นประมาณ 60 เซนติเมตร และมีรูปทรงปกติ จะสามารถบังคับให้ต้นไม้ล้มไปในทิศทางที่ต้องการได้ง่าย หลังจากที่พนักงานล้มไม้ได้กำหนดทิศทางการล้มไม้ของต้นไม้แล้ว และถางวัชพืชบริเวณโคนต้น และทำทางหลบภัยในขณะไม้ล้มไว้แล้ว ก็ใช้เลื่อยยนต์ทำบากหน้าก่อน การบากหน้าควรบากให้ลึกเข้าไปในเนื้อไม้ประมาณ 1/5-1/4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นไม้ และพยายามบากหน้าให้ชิดดิน เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ให้มากที่สุด นอกจากนั้น การตัดไม้ที่เหลือตอไว้สูง อาจจะทำให้ไม่สะดวกในการปฏิบัติงานในภายหลังได้เหมือนกัน การบากหน้า ควรทำมุมประมาณ 45 องศา
การทำบากหน้า ควรใช้เลื่อยยนต์ตัดเป็นแนวเฉียง 45 องศาก่อน แล้วจึงตัดตามแนวนอน โดยพยายามให้แนวนอนพบกับแนวเฉียงเป็นเส้นตรง การทำบากหน้า ควรให้หันหน้าไปตามทิศทางการล้มของต้นไม้ เป็นมุม 90 องศา การบากหน้ามีความสำคัญสำหรับการล้มไม้มาก ถ้าเราทำบากหน้าไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ทิศทางการล้มของต้นไม้อาจไม่เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ
การทำลัดหลังจะต้องพยายามให้อยู่ในแนวนอน และแนวอยู่สูงกว่าแนวของบากหน้า ประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ถ้าต้นไม้ที่ทำการล้มมีขนาดเล็กกว่าใบเลื่อย การลัดหลังสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้เลื่อยยนต์ลัดหลังเพียงครั้งเดียวและด้านเดียว แต่ถ้าต้นไม่มีขนาดใหญ่กว่า การลัดหลังจะต้องใช้เลื่อยยนต์ตัดหลายครั้งและหลายด้าน

การล้มไม้ขนาดใหญ่
ต้นไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวมากกว่า 2 เท่าของความยาวของใบเลื่อย การบากหน้าจะต้องทำจาก 2 ด้านและเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้หนีบใบเลื่อยจะต้องบากหน้าตามแนวนอนก่อน แล้วจึงบากหน้าตามแนวเฉียงลงมาตัดกับแนวนอน ต่อไปใช้ปลายใบเลื่อยตัดเนื้อไม้เข้าไปให้ถึงศูนย์กลางของลำต้น โดยตัดเข้าไปทางด้านของบากหน้า ระดับเดียวกับแนวนอนของบากหน้า โดยให้มีแกนกลางเหลืออยู่ทั้ง 2 ด้านของต้นไม้หนาอย่างน้อย 5 เซนติเมตร แล้วจึงทำการลัดหลัง การลัดหลังจะต้องอยู่ในระดับความสูงกว่าแนวนอนของบากหน้า ไม่น้อยกว่า 10-20 เซนติเมตร สำหรับต้นไม้ที่มีพูพอนขนาดเล็กไม่ควรตัดถึงปีที่ พูพอนออกก่อน เพราะจะมีความปลอดภัยมากกว่า ถ้าเราปล่อยพูพอนไว้เช่นนั้น ถ้ามีความต้องการที่จะต้องตัดพูพอนออก เพื่อความสะดวกในการขนย้าย ก็สามารถทำได้สะดวกกว่าเมื่อได้โค่นไม้ล้มลงแล้ว แต่ถ้าใบเลื่อยสั้นเกินไปที่จะทำการโค่นล้มไม้ การตัดพูพอนออกก่อนในกรณีนี้จะช่วยทำให้การล้มไม้ง่ายขึ้น

การล้มไม้เอน
ถ้าต้นไม้ที่จะทำการล้ม เอนทิ้งน้ำหนักของลำต้นไปทางเดียวกันกับที่จะทำการล้ม เทคนิคที่จะช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแตกร้าวของเนื้อไม้และเลื่อยยนต์ถูกไม้หนีบ มีดังต่อไปนี้
สำหรับไม้ขนาดเล็ก หลังจากทำการบากหน้าแล้ว การลัดหลังจะต้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยทำลัดหลังทางด้านข้างทั้ง 2 ด้านเสียก่อน แล้วจึงทำการลัดหลังส่วนที่เหลือภายหลัง
สำหรับไม้ขนาดใหญ่ การทำบากหน้าต้องไม่ลึกมากกว่า 1/4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นไม้ มิฉะนั้นใบเลื่อยจะถูกไม้หนีบได้ แล้วทำการลัดหลังจะต้องใช้ปลายใบเลื่อยตัดเจาะเข้าไปทางด้านข้างของลำต้นด้านหนึ่งก่อน ถ้าเป็นไม้ขนาดใหญ่ จะต้องใช้ปลายใบเลื่อยตัดเจาะเข้าไปทางด้านข้างอีกด้านหนึ่งด้วย เนื้อไม้ส่วนที่เหลือ ให้ใช้เลื่อยยนต์ตัดเป็นมุมทแยงลงมายังแนวที่ทำลัดหลังไว้ก่อนแล้ว
การล้มไม้ที่เอนประมาณ 30 องศา สามารถทำได้โดยทำบากหน้าให้หันไปตามทิศทางที่จะให้ไม้ล้มมุมของบากหน้าทางด้านที่ไม้เอนจะต้องเล็กกว่ามุมของบากหน้าทางด้านของทิศทางที่ไม้ล้ม และใช้ลิ่มใส่ทางด้านที่ไม้เอน เพื่อตอกช่วยบังคับทิศทางการล้มของไม้ด้วย

การทอนไม้
การล้มไม้ การลิดกิ่ง และการทอนไม้ ควรทำโดยพนักงานชุดเดียวกัน ให้ต่อเนื่องกันไป และให้เสร็จเรียบร้อยเป็นต้น ๆ ไป ในระหว่างทำการทอนไม้หรือลิดกิ่งไม้ที่มีขนาดใหญ่ พนักงานเลื่อยยนต์ควรจะต้องระมัดระวังและสังเกตดูว่าใบเลื่อยจะถูกไม้หนีบหรือไม่ หรือไม่ซุงที่กำลังตัดทอนอยู่นั้น เมื่อตัดขาดแล้วจะกลิ้งมาทับพนักงานได้หรือไม่ ขณะปฏิบัติงานพนักงานเลื่อยยนต์ควรจะเลือกยืนทางด้านที่ปลอดภัยเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขา
สำหรับไม้ขนาดเล็ก พนักงานเลื่อยยนต์ไม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วย การทอนไม้ขนาดเล็กบางครั้งสามารถใช้เลื่อยยนต์ทอนไม้ขาดได้ทีเดียว โดยไม่ต้องยกเลื่อยยนต์หลายครั้งและใช้ลิ่มเพียงอันเดียวก็เป็นการเพียงพอ สำหรับป้องกันไม่ให้ใบเลื่อยถูกไม้หนีบ แต่ไม้ขนาดใหญ่มีความจำเป็นต้องมีผู้ช่วยคอยให้ความช่วยเหลือ ในการหายไม้ที่จะตัดทอนร่วมกับพนักงานเลื่อยยนต์ และลูกมือจะต้องแผ้วถางบริเวณที่จะปฏิบัติงานให้เตียน เพื่อความสะดวกในการทำงาน ขณะปฎิบัติงานผู้ช่วยต้องคอยดูอย่างใกล้ชิดและใช้ลิ่มช่วย หรือใช้เลื่อยยนต์แทน เมื่อพนักงานเลื่อยยนต์เหนื่อย
กรณีที่ไม้มีขนาดใหญ่เกินกว่าใบเลื่อย การทอนไม้จำเป็นต้องทำหลาย ๆ ด้าน ซึ่งต้องมีการเคลื่อนย้ายเลื่อยยนต์หลายครั้ง โดยวิธีการตัดทอนดังกล่าวนี้สามารถตัดทอนไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่า 2 เท่าของความยาวใบเลื่อย การใช้ลิ่มมีความจำเป็นมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้หนีบใบเลื่อย สำหรับไม้ที่มีขนาดใหญ่มาก อาจจะตัองใช้ลิ่ม 2 อัน เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้บิดจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ไม้หนีบใบเลื่อยก่อนที่การทอนไม้จะเสร็จสิ้นลง เมื่อพิจารณาเห็นว่าไม้เริ่มจะหนีบใบเลื่อย ให้รีบใส่ลิ่มเสียก่อนเมื่อตัดไม้เข้าไปลึกพอควร

การหมายไม้
การหมายไม้ หมายถึง การกำหนดความยาวของต้นไม้ที่ล้มเพื่อตัดทำเป็นซุงให้ได้คุณภาพดีที่สุดไม้ต้นหนึ่งอาจหมายตัดทอนเป็นซุงได้หลายท่อน การหมายไม้ซุงที่ทำออกจากสวนสักนั้นจะต้องอาศัยความรู้ความชำนาญ ต้องรอบรู้ถึงความต้องการของตลาด รวมทั้งจะต้องรู้ถึงสภาพของทางที่จะขนส่งไม้และยานพาหนะที่จะใช้ขนส่งไม้นั้น เพื่อจะได้หมายไม้เป็นท่อนซุงได้ถูกต้องตามความประสงค์
อย่างไรก็ดี การหมายไม้ที่ถูกต้องควรยึดหลักในการหมายไม้แต่ละท่อนว่า ให้ได้เนื้อไม้มากที่สุดให้ได้ซุงที่มีคุณภาพดีที่สุด และไม่ทิ้งส่วนของเนื้อไม้ที่ดีพอใช้ประโยชน์ได้ไว้ในป่า เนื่องจากไม้สักเป็นไม้ที่มีค่าและมีราคาแพง ฉะนั้นการหมายไม้สักจึงต้องทำกันอย่างละเอียดพิถีพิถัน ไม้ซุงสักที่มีคุณภาพดีมีความยาวมากจะได้ราคาดีไปด้วย ในตลาดไม้แปรรูปเมืองไทย ไม้ยาวมีราคาแพงกว่าไม้สั้น ฉะนั้นการพยายามให้ไม้ซุงที่หมายมีความยาวมากขึ้นเท่าใด ย่อมทำให้ได้ราคาขายดีขึ้นเท่านั้น

การปลูกสวนสักระบบวนเกษตร

คือ การใช้ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการนำพืชเกษตรมาปลูกควบคู่กับการปลูกไม้สัก ซึ่งเป็นการเสริมรายได้ให้แก่ผู้ลงทุนในระยะแรกที่ยังไม่สามารถนำไม้สักที่ปลูกมาใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดศัตรูพืชในสวนสักอีกด้วย ต้นสักที่ปลูกในระบบวนเกษตรนี้จะเจริญเติบโตดีกว่าการปลูกสักเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพราะต้นสักจะได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีเช่นเดียวกับพืชเกษตรที่ปลูกควบคู่กันด้วย สามารถปลูกสวนผักพืชเกษตรควบคู่ในระหว่างแถวต้นสักได้อย่างน้อย 2 ปี

ที่มาของข้อมูล

หนังสือคู่มือการเกษตร
การปลูกและดูแลรักษาสวนป่า ไม้สักทอง ไม้เศรษฐกิจของชาติ
เรียบเรียงโดย ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

บริการถ่ายภาพด้วยมืออาชีพ

...คลิกที่รูป....บริการถ่่ายภาพสุดประทับใจ¨ prewedding รับประริญญา พิธีการต่่าง ๆ แฟชั่นอีกมากมาย ติดต่อ : 0899274733 msn:tuchkay@hotmail.com