การศึกษาอิทธิพลของการปลูกสักผสมยูคาลิปตัสต่อการระบายของมอดป่าเจาะต้นสัก เพื่อลดความรุนแรงของปัญหามอดป่าเจาะต้นสัก ได้ดำเนินการในสวนป่าไม้สักอายุ 7 ปี จำนวน 3 แห่ง คือ สวนป่าวังชิ้น ส่วนป่าแม่นาพูน และสวนป่าแม่ยมแม่แปง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ซึ่งปลูกทั้งไม้สักชนิดเดียว และปลูกสักผสมยูคาลิปต้ส พบว่า การปลูกสักผสมยูคาลิปตัส สามารถลดความเสียหายและความหนาแน่นของประชากรมอดป่าเจาะต้นสักได้ในระดับหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ปลูกชนิดเดียว
ไม้สักทองเป็นไม้ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันแพร่หลายทั่วโลก อันเนื่องมาจากเนี้อไม้มีคุณภาพสูง เป็นไม้ที่มีสีสันและลวดลายธรรมชาติที่งดงาม ไม้สักชนิดหนึ่งสี่ของเนี้อไม้จะเป็นสีน้ำตาลทอง และมีลวดลายสีดำ เนื้อไม้ของไม้สักค่อนข้างที่จะละเอียด มีเสี้ยนตรง น้ำหนักเบา ทำให้ง่ายต่อการเลื่อย ไส และตบแต่ง แต่ก็มีความแข็งแรงพอสมควร
ไม้สักสามารถที่จะนำมาใช้งานได้แทบทุกอย่างเท่าที่ไม้เนื้อแข็งชนิดอื่น ๆ จะทำได้ เช่น นำมาใช้ในงานก่อสร้าง และโครงสร้างของที่อยุ่อาศัย ใช้ทำดาดฟ้าเรือ ใช้ทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ และใช้ในการแกะสลักได้อย่างยอดเยี่อม ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ไม้สักยังมีความต้านต่อปลวก เชื้อรา เห็ดต่าง ๆ ทนต่อกรด ไม่ทำให้เหล็กเป็ฯสนิม ตลอดทั้งทนทานต่อลมฟ้าอากาศที่จะทำลายเนื้อไม้ ดังจะเห็นได้จากสภาพของโบสถ์ วิหารที่มีอายุหลายร้อยปีที่สร้างขึ้นด้วยไม้สักในจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือของไทย
ไม้สักในประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลกและเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก ในสมัยก่อนไม้สักค่อนข้างจะหาง่ายและราคาไม่แพง ประชาชนสามารถสร้างบ้านทั้งหลังโดยใช้ไม้สักล้วน ๆ ได้ แต่ในปัจจุบันไม้สักในป่าธรรมชาติกำลังจะหมดไป เพราะความต้องการใช้สูง รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลุกไม้สักเพื่อใช้เองหรือเพื่อการค้าได้ และเนื่องจากความต้องการใช้ไม้มีมาก และนับวันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่ต้องห่วงเรื่องราคาและการตลาดสำหรับไม้ชนิดนี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นไม้ขนาดเล็กที่ได้จากการตัดสางขยายระยะ หรือไม้ซุง เมื่อมีการตัดมาใช้ประโยชน์ครั้งสุดท้ายก็ตาม
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัก แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
อิทธิพลของการปลูกสักผสมยูคาลิปตัส ต่อการระบาดของมอดป่าเจาะต้นสัก
โดย สุรชัย ชลดำรงค์กุล และพรทิพย์ ผลวิชา เผยแพร่ การสัมมนา 50 ปี สวนสักห้วยทากเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี 5-8 สิงหาคม 2535 โรงแรงเวียงทอง จังหวัดลำปาง น.239-246;2535
งานวิจัย:ความสัมพันธ์ระหว่างการเจริญเติบโตของช่อดอกสักกับชนิดของแมลงบนช่อดอก
โดย สรุชัย ชลดำรงค์กุล และฉลีวรรณ หุตุเจริญ เผยแพร่ วารสารสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ 18(2):45-52;2529
การศึกษาความสัมพันธุ์ระหว่างการเจริญเติบโตช่อดอกสักและชนิดของแมลงบนช่อดอก ณ ศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้สัก อำเภองาว จังหวัดลำปาง เพื่อหาแมลงศัตรูที่แท้จริงของช่อดอกในระยะต่าง ๆ ได้ดำเนินตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2528 พบว่า ดอกสักเริ่มแทงช่อตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคมและจะเริ่มผลตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป แมลงที่พบบนช่อดอกสักตั้งแต่เดือนมิถุนายน-สิงหาคม มี 14 ชนิด เป็นแมลงศัตรูดอกสัก 11 ชนิด และแมลงชนิดอื่นที่ไม่เป็นศัตรูต่อดอกสักอีก 3 ชนิด คือ มดดำ เหลือบ และผึ้งโพรง
สำหรับแมลงศัตรูดอกสักที่พบตลอดระยะการเติบโตของช่อดอกสัก คือ เพลี้ยกระโดดชนิด Macharota elegans Maa ซึ่งจะดูดน้ำเลื้ยงของช่อดอกสัก ตั้งแต่ยอดสักยังไม่แทงช่อดอกจนกระทั่งติดผล หลังจากดอกสักแทงช่อแล้ว ตั๊กแตนหนวดยาว Euconocephalus sp. จะกัดกินดอกตูมมากในเดือนกรกฏาคม แมลงที่พบในช่วงระหว่างดอกตูมและดอกบาน คือ หน่อนผีเสื้อกินดอกสักชนิด Pagida salvaris Walker หนอนปลอก หนอนบุ้งในวงศ์ Lymantriidae หนอนผีเสื้อกินใบสักชนิด Hyblaea puera (cramer) เพลี้ยกระโดด ptyelus sp. และ Leptocentrus sp. สำหรับในช่วงดอกสักเริ่มติดผลแล้ว E.machaeralis Walker และหนอนผีเสี้อลายจุดชนิด Dicho-crosis punctiferails Guenee จะร่วมกันทำลายผลอ่อน
ป้ายกำกับ:
การเจริญเติบโต,
ชนิดของแมลง,
ช่อดอก,
ตันสัก,
สัก
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
งานวิจัย:การผลิตเหง้าจากกิ่งตัดชำของกล้าไม้สัก
โดย นางสาวสุนันทา วิสิทธิพานิช นายไพรัช ปิยะพันธุ์ และนายวิเชียร สุมันตกุล ลงพิมพ์เผยแพร่ในรายงานการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 37 สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หน้า 316-325
การศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการผลิตเหง้าไม้สักจากกิ่งตัดชำ ที่สถานีบำรุงพันธุ์ไม้สัก อำเภองาว จังหวัดลำปาง โดยแบ่งงานทดลองออกเป็น 2 ขั้นตอน ใหญ่ ๆ คือ การทดลองหาเทคนิคการย้ายชำ และเพาะชำกิ่งลงแปลงเพาะเพื่อผลิตเหง้า และการทดลองชำเหง้าที่ได้จากกิ่งตัดชำเปรียบเทียบกับเหง้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด
ผลการทดลองสามารถสรุปได้ว่า
เทคนิคการย้ายชำกิ่งตัดชำลงแปลงเพาะที่ดีที่สุด คือ ทำการตัดชำลงบนแปลงเพาะโดยตรง ซึ่่่งจะดีกว่าการชำให้แตกรากก่อนแล้วย้ายลงแปลงภายหลัง โดยมีการเติบโตของกล้าไม้ตัดชำดีที่สุด มีเปอร์เซนต์การรอดตายและจำนวนรากหลัก (main root or tap root like root) ที่ได้ไม่ต่างจากการย้ายชำกิ่งตัดชำที่งอกรากแล้วชำลงแปลง เหง้าที่ได้จะมีจำนวนรากหลักระหว่าง 1-5 ราก เป็นเหง้าที่มีรากเดียว 22.41 % และเป็นเหง้าที่มีรากหลัก 2 ราก 43.42 %
การทดลองปักชำให้เกิดรากก่อน แล้วจึงย้ายชำลงแปลงเพาะนั้น พบว่า การเด็ดรากให้เหลือเพียง 1 ราก ก่อนการย้ายลงแปลงเพาะ ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้ และจำนวนรากหลักที่ได้
การทดลองชำเหง้าที่ได้จากกิ่งตัดชำ พบว่า กล้าจากเหง้าของกิ่งตัดชำจะมีการเติบโตและเปอร์เซนต์การรอดตายสูงกว่าเหง้าจากเมล็ดที่ได้จากต้นกล้าที่มีอายุเท่ากัน
การทดลองแบ่งเหง้าที่ได้จากกิ่งตัดชำ ซึ่งปกติจะมีรากหลักมากกว่า 1 ราก ให้เป็น 2 ส่วน(เหง้า) จะทำให้เปอร์เซนต์การรอดตายของกล้าไม้ลดลงจาก 94.45% เป็น 83.33% รวมทั้งจะทำให้การเติบโตของกล้าไม้ลดลงด้วย
การทดลองชำรากของกิ่งตัดชำ (รากที่แตกจากรากหลักหรือส่วนของรากแขนของกิ่งชำ) พบว่า รากที่แตกจากรากหลัก ไม่สามารถที่จะนำไปขยายพันธุ์ได้และ ขนาดของเหง้าที่ได้จากกิ่งตัดชำ จะไม่มีผลต่อเปอร์เซนต์การรอดตายของกล้าไม้จากเหง้าแต่จะมีผลต่อการเติบโตของกล้าไม้
งานวิจัย:การศึกษาระดับความชื้นของดินต่อการเจริญเติบโตของกล้าสัก
โดย นายวีระพงษ์ สวงโท และนายวิเศษศักดิ์ ทองประดิษฐ์ รายงานวนวัฒนวิจัย ประจำปี พ.ศ.2542 ส่วนวนวัฒนวิจัย สำนักวิชาการป่าไม้ หน้า 15-26
การศึกษาเกี่ยวกับความชื้้นของดินต่อการเจริญเติบโตของกล้าสัก ได้ดำเนินการที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าภาคเหนือ จำหวัดลำปาง ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ค.2541 ถึง กันยายน พ.ศ.2542 โดยการจัดสร้างแปลงปักชำกล้าไม้ในเรือนพลาสติก และควบคุมความชื้นของดินโดยวิธี capillary force ได้ทำการศึกษาระดับความชื้น 5 ระดับ (Treatments) ซึ่งคำนวณเป็นเปอร์เซนต์ความชื้นได้เท่ากับ 22.3, 19.4, 14.5, 12.5, และ9.0 เปอร์เซนต์ ของน้ำหนักแห้ง ตามความสูงของผิวบนแปลงปักชำจากระดับน้ำที่หล่อเลี้ยงอยูข้างล่าง
ผลจาการทดลองปรากฏว่า อัตราการแตกหน่อของเหง้าสักใน Treatment ต่าง ๆ เท่ากับ 78, 49, 25, 9 และ 0 เปอร์เซนต์ ตามลำดับ และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการเจริญเติบโตของกล้าสัก 5 เดือน หลังจากการปักชำเหง้า ปรากฏว่าที่ระดับความชื้นของดิน 14.5% ให้ผลดีที่สุด และแตกต่างจาก treatment อื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการทดลองได้อภิปรายในรายละเอียด และให้ข้อเสนอแนะในการเลือกพื้นที่สำหรับปลูกไม้สักให้ประสบผลสำเร็จต่อไปด้วย
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
งานวิจัย:การศึกษาความเสียหายของไม้สักที่เกิดจากมอดป่าเจาะไม้สักที่สวนผลิดเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าแม่กา จังหวัดพะเยา
โดย ทวี ไชยเรืองศิริกุล รายงานวิฒนวิจัย ประจำปี 2542 ส่วนวนวัฒนวิจัย สำนักวิชาการป่าไม้ หน้า 123-136
การศึกษาความเสียหายของไม้สัก ที่เกิดจากมอดป่าเจาะลำต้น ในสวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สัก แปลงปี 2508 ของสถานีผลิตเมล็ตดพันธุ์ไม้ แม่กา จังหวัดพะเยา ประกอบด้วยแม่ไม้สัก จำนวน 16 สายพันธุ์ พบว่า ต้นสักที่ศึกษามีความโต ความสูงทั้งต้น อัตราความเสียหาย และอัตราการทำลายเฉลี่ย 37.9 เซนติเมตร 21.8 เซนติเมตร 55.8 % และ 4.6 รู/ต้น ตามลำดับ โดยสายพันธุ์ที่คัดเลือกจากส่วนป่ามีค่าเฉลี่ย 40.9 เซนติเมตร 22.6 เมตร 73.9% และ 6.9 รู/ต้น ตามลำดับ ซึ่งมีค่าสูงกว่าสายพันธุ์ที่คัดเลือกจากป่าธรรมชาติ ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 36.5 เซนติเมตร 21.5 เมตร และสูงกว่า 10 เมตร มีค่าเฉลี่ย 2.4,2.1 และ 0.2 รู/ต้น ตามลำดับ และการทำลาย พบทางทิศตะวันออกมากว่าทางทิศตะวันตก ไม่ว่าแม่ไม้นั้นจะเป็นสายพันธุ์คัดเลือกมาจากส่วนป่าหรือป่าธรรมชาติ
แม่ไม้สายพันธุ์หมายเลข 22 จะมีคุณภาพเนี้อไม้ดีกว่าเมือเปรียบเทียบกับแม่ไม้สายพันธุ์อื่่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากมีความโต อัตราความเสียหาย และอัตราการทำลายค่อนข้างต่ำ และแม่ไม้สายพันธุ์ที่ควรพิจารณารองลงมา ได้แก่ แม่ไม้สายพันธุ์ หมายเลข 27 และ 26
งานวิจัย:ความแตกต่างทางพันธุ์ของการเจริญเติบโตและลักษณะภายนอกบางประการของไม้สัก
โดย สุภัทรา ถึกสถิตย์ วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต วิทยาศาสตร์(วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม) โครงการสหวิทยาการระดับบัณฑิตศึกษา (Environmental Science) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาความแตกต่างทางพันธุ์จากต่างแหล่งในการเจริญเติบโตและลักษณะภายนอกบางประการ นอกจากนี้ยังศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับน้ำต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้สัก รวมทั้งการศึกษาความสนใจใจการทำฟาร์มไม้สัก งานวิจัยนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเจริญเติบโตและการพัฒนาของไม้สัก เพื่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต ในการศึกษาการเจริญเติบโตของไม้สักอายุ 15 ปี ในClone Band ของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด
ในสภาพฟาร์มไม้สักที่มีการจัดการดี ความแตกต่างทางพันธุ์ในลักษณะการเจริญเติบโตมีน้อย หลังจากการให้น้ำหยดติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 ปี ความแตกต่างในความสูงและความโตของไม้สัก อายุ 32 เดือน มีความแตกต่างระหว่าง block ในการศึกษาการให้น้ำกล้าไม้สัก พบว่ากล้าไม้สักจากเหง้าสักทนต่อสภาพแห้งแล้งกว่ากล้าไม้สักที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
การศึกษาพบว่าพื้นที่ผิวใบของกล้าไม้สักที่มีการให้น้ำแตกต่างกัน จะเพิ่มขึ้นในทิศมางเดียวกันในสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่ 2 ส่วนการให้น้ำเพียงครั้งเดียวในช่วงปลูก พื้นที่ผิวใบจะลดลงมากในสัปดาห์ที่สาม และจะตายหมดในสัปดาห์ที่ 4
ในการศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการปลูกป่าเสริมธรรมชาติ ทั้งสองกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการปิดป่าสัมปทาน ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าของฟาร์มมีพื้นที่ส่วนป่าสักน้อยกว่า 100 ไร่ ปลูกสักโดยใช้เหง้าด้วยระยะห่าง 2x4 เมตร ไฟป่า แมลง และโรค เป็นปัญหาสำคัญในฟาร์มป่าไม้สัก ไม้สักที่ปลูกจะจำหน่ายแก่ตลาดใกล้เคียง
รายได้จากการขายไม้สักในสวนป่าเมื่ออายุครบรอบตัดฟัน 15 ปี
1.ปริมาตรไม้จากการตัดสางขยายระยะเมื่ออายุ 11 ปี จะได้ไม้ที่มีเส้นรอบวงกลางท่อนประมาณ 50-60 เซนติเมตร มีปริมาตร 3 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ราคาลูกบาศก์เมตรละ 6,200 บาท(ข้อมูลราคาไม้ซุงสักจากองค์การอุตส่าหกรรมป่าไม้ ช่วงระยะเวลาสิงหาคม34) จะมีรายได้จากการขายไม้ประมาณไร่ละ 18,600 บาท
2.ปริมาตรไม้จากการตัดไม้เมื่ออายุครบรอบตัดฟัน 15 ปี จะได้ไม้ที่มีเส้นรอบวงกลางท่อนประมาณ 80-90 เซนติเมตร และมีปริมาตรไว้ประมาณ 12 ลุกบาศก์เมตร ต่อไร่ ราคาไม้ตามที่ประมาณไว้ลูกบาศก์เมตรละ 8,200 บาท จะมีรายได้จากการขายไม้ไร่ละ 98,400 บาท ต่อไร่
ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจจากการขายไม้สักรวมทั้งสิ้น 117,000 บาทต่อไร่ ในระยะเวลา 15 ปีนั้น กำไรที่จะได้จากการปลูกสร้างสวนป่าไม้ตามโครงการนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 89,000 บาท(117,000-28,000) ต่อไร่ ต่อ 15 ปี โดยเฉลี่ยแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้หรือผลตอบแทนประมาณไร่ละ 5,900 บาท ต่อไร่ ซึ่งยังไม่รวมถึงรายได้ จากการขายพืชผลทางการเกษตรที่สามารถปลูกร่วมกับไม้สักได้ด้วย
ความพยายามของกรมป่าไม้ที่จะพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไม้สักประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจของภาครัฐและเอกชน เพราะสามารถย่อระยะเวลาปลูกไม้สัก จากเดิมที่ต้องใช้ระยะเวลาปลูกถึง 40-50 ปี ถึงจะตัดฟันเป็นไม้ซุง แต่ปัจจุบันใช้เวลาเพียง 15 ปี โดยต้นสักสามารถเจริญเติบโตเร็วขึ้น มีขนาดเส้นรอบวงถึง 100 เซนติเมตร มีอัตราเติบโตเฉลี่ยได้เส้นรอบวงเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เซนติเมตร/ปี ซึ่งจะขายไม้ได้ในราคาลูกบาศก์เมตรละ 10,000 บาท
การบำรุงรักษาต้นสัก
การบำรุงรักษาต้นสักที่ปลูกแล้วต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ เพื่อให้ต้นไม้มีการเจริญเติบโต รอดตายสูง ปราศจากโรคและแมลงทำลาย การบำรุงรักษาสวนไม้สัก ประกอบด้วย
- การแผ้วถางวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชให้โล่งเตียนตลอดเวลา เพื่อลดการแก่งแย่งธาตุอาหารในดิน และเบียดบังแสงแดดซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และยังช่วยป้องกันไฟป่าอันอาจจะเกิดขึ้นในฤดูแล้งได้ด้วย
- การใส่ปุ๋ย ในพื้นที่ที่มีดินเลวควรใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะแรก ๆ โดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 22-11-11 ใส่ต้นไม้ปีละ 1-2 ครั้ง โดยปีแรกใส่ครั้งละ 25 กรัม ต่อต้น ปีที่ 2 ใส่ 50 กรัม ต่อต้น ปีที่ 3 ใส่ 75 กรัม ต่อต้น ปีที่ 4-5 ใส่ประมาณ 100 กรัม ต่อต้น หากใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักด้วย ก็จะทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น
- การป้องกันไฟป่า โดยทำทางตรวจการและแนวป้องกันไฟรอบ ๆ แปลง และควบคุมวัชพืช ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในบริเวณสวนให้เตียนตลอดฤดูแล้ง เพราะหากเกิดไฟป่าในสวนสักจะทำให้ต้นไม้ที่ยังเล็กอยู่ได้รับความเสียหายได้
- การป้องกันโรคและแมลง โรคที่พบส่วนใหญ่ในต้นสักขนาดเล็ก คือ โรคเน่าคอดิน ซึ่งทำให้ต้นตายได้ เกิดจากดินมีความชื้นสูงเกินไป หรือน้ำท่วมขัง การแก้ไขโดยขจัดระบบการระบายน้ำให้ดีหรือหลีกเลี่ยงการปลูกบริเวณที่ลุ่ม น้ำท่วมขังได้ง่าย
- เมื่อต้นไม้มีอายุมากขึ้นและขนาดโตขึ้น ควรมีการผลิตและตกแต่งกิ่งเพื่อให้ลำต้นสวยงาม การตัดสางขยายระยะเพื่อเปิดโอกาสให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้เต็มที่
การปลูกสัก
ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับปลูกสักที่จะให้ผลดีที่สุด คือ ช่วงต้นฤดูฝน หลังจากที่มีฝนตกหนักและดินชุ่มชื้นเพียงพอ (เดือนพฤษภาคม) หลังจากปลูกแล้วหากเกิดฝนทิ้งช่วงก็ควรรดน้ำช่วย จะทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดตายสูงและมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
วิธีการปลูกด้วยเหง้า กระทำโดยใช้เหล็กชะแลงกระทุ้งดินให้เป็นรูลึกเท่าความยาวของเหง้าสัก แล้วนำเหง้าที่เตรียมไว้เสียบลงไปให้พอดีกับระดับดิน หรือต่ำกว่าผิวดินเล็กน้อย ใช้ชะแลงอัดดินข้างรูปลูกให้แน่น เพื่อให้เหง้าฝังแน่นกระชับอยู่ในดิน วิธีปลูกด้วยเหง้านี้เป็นวิธีที่ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อยและยังทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตดีด้วย เพราะในเหง้าสักมีการสะสมอาหารไว้สำหรับการเจริญเติบโต การปลูกด้วยเหง้าควรคัดเลือกเหง้าที่มีขนาดเท่ากันปลูกในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้ต้นไม้เติบโตอย่างสม่ำเสมอมากที่สุด
การปลูกด้วยกล้าชำถุง เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่ไม่มากนัก หากได้มีการคัดเลือกกล้าเป็นอย่างดีก็จะได้ต้นสักที่เจริญเติบโตเร็ว และสม่ำเสมอเช่นกัน การปลูกสักด้วยกล้านี้ควรขุดหลุมปลูกขนาด 20x20x20 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเคมี ผสมกับหน้าดิน และเศษใบไม้หรือวัชพืช กล้าไม้ที่นำไปปลูกควรมีขนาดสูงไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร และได้รับการทำให้แกร่งเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อปลูกแล้วอัดดินรอบ ๆ โคนต้นให้แน่น หากรดน้ำด้วยในช่วงฝนทิ้งช่วงก็จะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีขึ้น
รายได้และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการปลูกไม้สัก
ในการหาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการปลูกสร้างสวนป่าไม้สักนั้น ได้มีการศึกษาในพื้นที่ที่ต้นสักเจริญเติบโตดี โดยกำหนดรอบตัดฟันไว้ 15 ปี อัตราการเจริญเติบโต (เส้นผ่านศูนย์กลาง) 2.0-2.5 เซนติเมตร ต่อปี มีการตัดไม้บำรุงป่าในปีที่ 6 และตัดสางขยายระยะในปีที่ 11 ได้ปริมาณ 3 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ ปลูกระยะห่าง 2x4 เมตร จำนวน 200 ต้น ต่อไร่ (อายุ 1-5 ปี มีต้นไม้หลังการรอดตาย 180 ต้น ต่อไร่ อายุ 6-10 ปี มีต้นไม้ 90 ต้น ต่อไร่ และอายุ 11-15 ปี มีต้นไม้ 45 ต้น ต่อไร่) และผลผลิตเมื่อไม้มีอายุครบรอบตัดฟันจะมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 12 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนในช่วงระยะเวลา 15 ปี คิดเป็นเงินรวม 6,000 บาท ต่อไร่ และเมื่อคิดอัตราส่วนลด หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 15% ในระยะเวลา 15 ปี จะต้องเสียดอกเบี้ยรวม 22,000 บาทต่อไร่ เมื่อรวมกับต้นทุนดังกล่าวข้างต้น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเมื่อครบเวลา 15 ปี เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 28,000 บาท ต่อไร่
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
การขยายพันธุ์ต้นสักด้วยวิธีการตอนกิ่ง
สถานีผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าแม่ทะ กรมป่าไม้ ได้พยายามศึกษาเทคนิคการปลูกต้นสักด้วยวิธีใหม่ คือ การขยายพันธุ์ต้นสักด้วยวิธีการตอนกิ่งไม้สัก โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อทดลองตอนกิ่งไม้สักจากต้นที่มีอายุมาก เนื่องจากยังไม่พบว่าผู้ใดสามารถตอนกิ่งไม้สักจากต้นที่มีอายุมากได้ และต้องการสร้างสวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สัก และสวนผสมพันธุ์ไม้สักในกระถาง โดยใช้ขั้นตอนการตอนกิ่งไม้สัก ดังนี้
- กิ่งตอนที่ใช้กิ่งจากต้นที่มีอายุประมาณ 10 ปี
- ควั่นให้แผลยาว 10 นิ้ว
- ตอนเดือนพฤษภาคม น่าจะได้ผลดีกว่าเดือนอื่น ๆ
- วัสดุ ประกอบด้วย ดิน 2 กระป๋องนม ทราบหยาบ 1 กระป๋องนม โพลิเมอร์แห้ง 2 ช้อนชา (ไม่พูน) และปุ๋ยสูตร 15-15-15 2 ช้อนพูน ผสมให้เข้ากัน
- ทาฮอร์โมน Seradix เบอร์ 1 ที่รอยควั่นด้านบน แล้วพอกหุ้มแผลส่วนบนด้วยวัสดุตอนหุ้มไว้ประมาณ 6 นิ้ว หลังจากนั้นจะหุ้มด้วยกาบมะพร้าว (ที่แช่น้ำไว้ 3 เดือน) โดยเว้นรอบควั่นไว้ 4 นิ้วไม่ให้มีอะไรมาหุ้ม เพื่อไม่ให้แคคลัสมาเชื่อมกัน
- อายุกิ่งตอน 1.5-2 เดือน ให้ย้ายลงปลูก ราดด้วย Seradix เบอร์ 1 ที่ผสมน้ำ 2 ช้อนชา/น้ำ 1 บัวรดน้ำ (ประมาณ 15 ลิตร) เก็บรักษาไว้ในร่ม พรางแสงประมาณ 50% ใช้ฟูราดาน 3 จี รองพื้น รดน้ำเช้าเย็น
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
การเตรียมกล้าสักแบบเพาะเลื้ยงเนื้อเยื่อ
ปัจจุบันได้มีการผลิตกล้าไม้สักแบบเพาะเลี้ยงเนี้ยเยื่อ เพื่อการปลุกสร้างสวนป่าในเชิงธุรกิจ โดยหวังว่า ผลที่ได้จากการปลูกสร้างสวนป่าโดยวิธีนี้ จะได้ผลดีกว่าการปลูกโดยใช้กล้าสักจากเมล็ด คือ ต้นสักจะมีลักษณะดีเหมือนต้นแม่ทุกประการ เช่น เปลาตรง โตเร็ว การเจริญเติมโตสมำเสมอ และให้ผลผลิตของเนื้อไม้มากกว่า เป็นต้น
ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม้สัก เริ่มจากการนำเนื้อเยื่อจากตายอดมาเพาะเลี้ยงในอาหารสูตรการขยายปริมาณเนี้อเยื้อให้ได้ปริมาณมาก เลี้ยงเนื้อเยื่อให้เจริญจนมีใบ 2-3 คู่ ก็พร้อมที่จะนำออกมาเลี้ยงในเรือนเพาะชำ หรืออาจจะนำไปเลี้ยงในสูตรอาหารเร่งราก ก่อนนำออกปลูกได้ หลังจากนั้นก็ย้ายกล้าไม้ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อลงถุงพลาสติกบรรจุดินผสมที่เตรียมไว้ในเรือนเพาะชำ รดน้ำ ดูแลรักษาเช่นเดียวกับการเตรียมกล้าไม้ทั่วไป เมื่อกล้าไม้สักโตได้ขนาดที่เหมาะสม ก็นำไปปลูกในพื้นที่สวนป่าต่อไป
ประโยชน์ของไม้สักทอง
ไม้สักทองเป็นไม้โตเร็วปานกลางและเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีลักษณะพิเศษกว่าไม้ชนิดอื่นโดยเฉพาะเนื้อไม้ มอด ปลวก และแมลง ไม่ทำอันตราย เนี้อไม้มีสีเหลืองทอง ลวดลายสวยงาม เลื่อยไสกบตบแต่งง่าย จึงนิยมใช้ทำบ้านเรือนที่ต้องการสวยงาม ในสมัยโบราณไม้สักทองหาง่าย ราคาไม่แพง
การสร้างบ้านเรือนนิยมใช้ไม้สักทองทำเสาเรือน เพราะมีความทนทานสามารถอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน ๆ ปัจจุบันไม้สักทองหายากและมีราคาแพง จึงต้องใช้ไม้สักอย่างประหยัด และคุ้มค่า โดยนำไม้สักทองมาเข้าเครื่องฝานเป็นแผ่นบาง ๆ เพื่อทำเป็นไม้อัดแทนการใช้ไม้สักทั้งแผ่น นอกจากนี้ยังนำไม้ขนาดเล็ก เศษไม้ ปลายไม้ มาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ แกะสลัก ปาร์เก้ โมเสค วงกบ กรอบและบานประตูหน้าต่าง
อย่างไรก็ตามในขณะที่ไม้สักทองในป่าธรรมชาติกำลังจะหมดไป รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้เอกชนปลุกไม้สักทอง แม้ว่าไม้สักที่ปลูกจะมีลวดลายไม่สวยงามเหมือนไม้สักทองในป่าธรรมชาติ แต่ก็มีความทนทานเหมือนกัน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
ที่มาของข้อมูล
หนังสือคู่มือการเกษตร
การปลูกและดูแลรักษาสวนป่า ไม้สักทอง ไม้เศรษฐกิจของชาติ
เรียบเรียงโดย ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์